

ขอวีซ่าอเมริกา ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่? คนที่กำลังวางแผนเดินทางไปอเมริกา ไม่ว่าจะไปเที่ยว เรียนต่อ หรือทำงาน อาจจะรู้สึกกังวลในส่วนของการทำวีซ่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า ต้องใช้เอกสารมากมาย และมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ต้องเตรียม รวมไปถึงการมีเงินในบัญชีด้วย!
สถานทูตอเมริกาไม่ได้กำหนดยอดเงินขั้นต่ำในบัญชีที่ชัดเจน แต่จะพิจารณาจากความมั่นคงทางการเงินโดยรวมและความสมเหตุสมผลของจำนวนเงินเมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์ในการเดินทาง
โดยทั่วไปแล้ว การมีเงินในบัญชีที่ 100,000-300,000 บาทขึ้นไป ถือว่าเหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว แต่ยอดเงินควรสะท้อนถึงแผนการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เป็นไปได้
แต่การพิจารณาอนุมัติวีซ่าอเมริกาไม่ได้มองแค่ยอดเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วย ได้แก่:
ความมั่นคงทางการเงินเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสอนุมัติ สถานทูตจะดูจากรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือน เพื่อดูว่าคุณมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอหรือไม่ และมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางหรือไม่ ที่สำคัญคือเงินในบัญชีควรเป็นเงินที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เงินที่โอนเข้ามาก้อนใหญ่ก่อนยื่นวีซ่า
ความมั่นคงด้านอาชีพการงานส่งผลต่อการพิจารณาอย่างมาก หนังสือรับรองการทำงาน สัญญาจ้างงาน หรือหลักฐานการประกอบธุรกิจ จะช่วยยืนยันว่าคุณมีเหตุผลที่จะกลับมาประเทศไทยหลังจากเดินทาง นอกจากนี้สถานภาพการสมรส การมีครอบครัว หรือทรัพย์สินในไทย ก็เป็นปัจจัยบวกที่แสดงถึงความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด
ระบุจุดประสงค์และแผนการเดินทางให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุกรายละเอียด เพียงแต่บอกข้อมูลคร่าว ๆ เช่น หากเดินทางเพื่อท่องเที่ยว ควรแจ้งว่าจะเดินทางกี่วัน ตั้งใจไปท่องเที่ยวในรัฐใดบ้าง พักอาศัยที่ไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย หรือหากเดินทางเพื่อไปเยี่ยมญาติหรือคนรู้จัก ควรระบุความสัมพันธ์ สถานที่พักอาศัย และระยะเวลาให้ชัดเจน การมีข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แผนการเดินทางดูสมเหตุสมผลและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ค่าธรรมเนียมทำวีซ่าอเมริกาแตกต่างกันตามประเภทวีซ่า และต้องชำระล่วงหน้าก่อนจองวันสัมภาษณ์ โดยเป็นค่าธรรมเนียมที่ไม่สามารถขอคืนเงินได้ ไม่ว่าวีซ่าจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม
สำหรับวีซ่าประเภทที่คนไทยยื่นบ่อย ค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับเดียวกัน โดยรายละเอียดแบ่งตามประเภทวีซ่าได้ดังนี้
วีซ่าสำหรับธุรกิจหรือเดินทางท่องเที่ยว (ประเภท B1/B2) ค่าธรรมเนียม **185 ดอลลาร์สหรัฐ
**เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ หรือเยี่ยมญาติระยะสั้น
วีซ่าสำหรับผ่านแดน (ประเภท C1) ค่าธรรมเนียม **185 ดอลลาร์สหรัฐ
**ใช้สำหรับผู้ที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องหรือเดินทางผ่านสหรัฐฯ เพื่อไปยังประเทศปลายทางอื่น
วีซ่าสำหรับนักเรียนและโครงการแลกเปลี่ยน (ประเภท F, J และ M) ค่าธรรมเนียม **185 ดอลลาร์สหรัฐ
**ครอบคลุมนักเรียนสายวิชาการ นักเรียนสายวิชาชีพ และนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยน โดยนอกจากค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียม SEVIS
วีซ่าสำหรับแรงงานชั่วคราวตามฤดูกาล พนักงานฝึกหัด (ประเภท H) ค่าธรรมเนียม **205 ดอลลาร์สหรัฐ
**เหมาะสำหรับผู้ที่ได้รับการว่าจ้างไปทำงานในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราวตามสัญญาจ้าง
วีซ่าสำหรับคู่หมั้นหรือคู่สมรสของพลเมืองสหรัฐฯ (ประเภท K) ค่าธรรมเนียม **265 ดอลลาร์สหรัฐ
**เป็นวีซ่าที่มีขั้นตอนและการตรวจสอบค่อนข้างละเอียด จึงมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าวีซ่าทั่วไป
วีซ่าสำหรับพนักงานที่ย้ายไปทำงานชั่วคราวภายใต้บริษัทในเครือเดียวกัน (ประเภท L) ค่าธรรมเนียม **205 ดอลลาร์สหรัฐ
**ใช้สำหรับการโอนย้ายพนักงานระหว่างบริษัทแม่และบริษัทสาขาในสหรัฐฯ
หลังจากชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ผู้ยื่นจึงจะสามารถนำใบยืนยันไปใช้จองวันสัมภาษณ์ได้ ดังนั้นควรตรวจสอบประเภทวีซ่าให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ดี ค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยสามารถตรวจสอบค่าธรรมเนียมและประเภทวีซ่าได้ผ่านเว็บไซต์ https://www.ustraveldocs.com/th/th/step-3
โดยค่าธรรมเนียมวีซ่าไม่สามารถขอคืนหรือโอนให้ผู้อื่นได้ ควรตรวจสอบประเภทวีซ่าและวิธีชำระเงินให้ถูกต้องก่อนดำเนินการ
วีซ่าประเภทนี้เป็นวีซ่าที่คนไทยยื่นกันมากที่สุด ใช้สำหรับการท่องเที่ยว เยี่ยมญาติ หรือทำธุรกิจระยะสั้น สำหรับวีซ่า โดยทั่วไปแล้ว ยอดเงินที่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้อย่่างสมเหตุสมผลจะอยู่ที่ 100,000-300,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จะพำนักและแผนการเดินทาง
โดยหลักการสำคัญคือ ค่าใช้จ่ายที่แสดงควรครอบคลุมรายการพื้นฐาน เช่น ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร และค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง
ยอดเงินที่นำมาประกอบยื่นวีซ่าควรอยู่ในบัญชีมาอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นเงินที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอจากรายได้จริง ไม่ใช่เงินที่ยืมมาหรือโอนเข้าก้อนใหญ่เพื่อแสดงต่อสถานทูตเท่านั้น
นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การแสดงเหตุผลที่ชัดเจนในการเดินทางกลับประเทศไทย เช่น มีงานประจำ ภาระผูกพันทางครอบครัว หรือทรัพย์สินในประเทศ เพื่อให้สถานทูตมั่นใจว่าผู้ยื่นวีซ่ามีความตั้งใจเดินทางกลับตามกำหนดเวลา
สำหรับนักเรียนที่ต้องการไปเรียนต่อในอเมริกา วีซ่า F1 จะเน้นที่หลักฐานการเงินที่มั่นคงและยั่งยืน มากกว่าวีซ่าท่องเที่ยว คุณต้องพิสูจน์ว่ามีเงินเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพตลอดหลักสูตร ซึ่งอาจต้องใช้เงินหลายแสนถึงหลายล้านบาทขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและระยะเวลาการศึกษา
หลักฐานการเงินที่สถานทูตยอมรับได้แก่:
สิ่งสำคัญคือต้องแสดงให้เห็นว่ามีเงินเพียงพออย่างน้อยสำหรับปีแรก ของการศึกษา และมีแผนการเงินที่ชัดเจนสำหรับปีต่อๆ ไป
สำหรับวีซ่าทำงาน สถานทูตจะเน้นเอกสารจากนายจ้างมากกว่าเงินในบัญชี เพราะนายจ้างในอเมริกาจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและดูแลคุณ เอกสารที่สำคัญได้แก่ Petition ที่นายจ้างยื่นต่อ USCIS, สัญญาจ้างงาน และรายละเอียดเงินเดือนและสวัสดิการ
แม้ว่าเงินในบัญชีจะไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่การมีเงินออมที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น ประมาณ 100,000-200,000 บาท ก็จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ เพราะแสดงว่าคุณมีความพร้อมและไม่ต้องพึ่งพานายจ้าง 100% ตั้งแต่วันแรก นอกจากนี้ยังแสดงถึงความรับผิดชอบและการวางแผนการเงินที่ดี
โดยสรุปแล้ว ไม่มียอดเงินตายตัวที่รับประกันว่าจะผ่านวีซ่าแน่นอน แต่การมีเงินที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ มาจากรายได้สม่ำเสมอ และพร้อมด้วยเอกสารประกอบที่ครบถ้วน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับการอนุมัติอย่างมาก

สำหรับนักเรียน (วีซ่า F1) ต้องมีเอกสารเพิ่มเติม ได้แก่:
การเพิ่มโอกาสผ่านวีซ่าอเมริกาไม่ใช่แค่มีเงินในบัญชีมากพอ แต่ต้องรู้วิธีเตรียมตัวอย่างถูกต้องและดูน่าเชื่อถือด้วย
สถานทูตให้ความสำคัญกับความเป็นจริงของเงินในบัญชี จึงต้องหลีกเลี่ยงการฝากเงินก้อนใหญ่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพราะสถานทูตต้องการเห็น "เงินเข้า-ออกตามจริง" ที่สะท้อนรายได้และการใช้จ่ายประจำของคุณ การมีรายการเดินบัญชีที่สม่ำเสมอจากเงินเดือนหรือรายได้จากธุรกิจในช่วง 3-6 เดือนจะดูน่าเชื่อถือกว่าการมียอดเงินสูงที่เกิดจากการโอนเงินเข้ามาก้อนเดียวทันทีก่อนยื่นวีซ่า
นอกจากเงินในบัญชีแล้ว การมีเอกสารที่พิสูจน์รายได้จริงก็สำคัญมาก เช่น สลิปเงินเดือน 3-6 เดือนล่าสุด หนังสือรับรองการทำงานที่ระบุตำแหน่งและเงินเดือน หรือเอกสารธุรกิจสำหรับเจ้าของกิจการ เอกสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินและสนับสนุนข้อมูลในบัญชีธนาคารของคุณ
สถานทูตต้องการความมั่นใจว่าคุณจะกลับประเทศไทยหลังจากเดินทาง จึงควรมีแผนการเที่ยวที่ชัดเจน ตั๋วเครื่องบิน (แม้จะเป็นแค่ Reservation) การจองที่พัก และหลักฐานผูกพันกลับไทย เช่น งานประจำที่มีสัญญาจ้างงานระยะยาว ทรัพย์สิน โฉนดที่ดิน หรือครอบครัวที่ต้องดูแล สิ่งเหล่านี้จะทำให้สถานทูตมั่นใจว่าคุณมีเหตุผลที่จะกลับมา
MAKE by KBank มีฟีเจอร์ Cloud Pocket ที่จะช่วยให้คุณแยกเงินออกเป็นกระเป๋าต่างๆ เช่น
ทำให้บัญชีดูเป็นระบบและช่วยวางแผนจำนวนเงินที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนยื่นได้ดีขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถขอรายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังผ่าน MAKE by KBank ได้ด้วยตัวเอง สะดวก รวดเร็ว
แม้จะไม่มีตัวเลขตายตัวว่า ขอวีซ่าอเมริกา ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ แต่หากคุณเตรียมบัญชีให้สะท้อนรายได้จริง มีเอกสารครบ และแผนการเดินทางชัดเจนก็จะช่วยให้ง่ายต่อการทำเรื่องมากขึ้น หากกำลังวางแผนยื่นวีซ่า ลองเริ่มจัดการเงินและเอกสารตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้การขอวีซ่าอเมริกาเป็นเรื่องที่ง่ายและมั่นใจมากขึ้นในทุกขั้นตอน