

กองทุนลดหย่อนภาษี คือ การลงทุนที่ช่วยให้คุณนำเงินไปลดหย่อนภาษีได้ในแต่ละปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณ “ประหยัดภาษีและสร้างเงินออม” ไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มลงทุนและวางแผนการเงินเพื่ออนาคต บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีเลือกกองทุนลดหย่อนภาษี และแนวทางในการเริ่มต้นอย่างมั่นใจ
กองทุนลดหย่อนภาษี คือ กองทุนรวมที่ภาครัฐสนับสนุนให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว โดยสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในแต่ละปี ตัวอย่างกองทุนที่ได้รับความนิยม เช่น RMF ที่เน้นการออมเพื่อเกษียณ และกองทุนกลุ่ม Thai ESG / Thai ESGX ที่ลงทุนในธุรกิจยั่งยืน
นอกจากช่วยลดภาษีแล้ว เงินลงทุนยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาวจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนด หากขายก่อนอาจเสียสิทธิ์ลดหย่อนและมีภาระภาษีย้อนหลังได้
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าเงื่อนไขการลงทุน วงเงินในการลดหย่อน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี เราจึงควรติดตามรายละเอียดล่าสุดก่อนตัดสินใจลงทุน
ในปีภาษี 2569 กองทุนลดหย่อนภาษีที่ใช้ได้เหลือเพียง 2 กลุ่มหลัก คือ RMF และกลุ่ม Thai ESG โดยกองทุนที่ไม่มีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้วคือ LTF ซึ่งเคยเป็นกองทุนยอดนิยมที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย แต่ได้ยกเลิกสิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปตั้งแต่ปีภาษี 2563 และ SSF ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกมาแทน LTF แต่ก็หมดสิทธิ์ลดหย่อนภาษีตั้งแต่ปีภาษี 2568 ไปแล้วเช่นกัน
RMF (Retirement Mutual Fund) คือกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อการลงทุนระยะยาวสำหรับใช้หลังเกษียณพร้อมกับใช้เป็นเครื่องมือในการลดหย่อนภาษีไปในตัว โดยมีเงื่อนไขค่อนข้างชัดเจนกว่ากองทุนประเภทอื่น เนื่องจากจำเป็นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง (อย่างน้อยปีเว้นปี) และ ต้องถือเงินลงทุนนี้ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมถึงต้องถือไปจนถึง อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะขายได้โดยไม่เสียสิทธิ์ทางภาษี
ในด้านสิทธิ์ลดหย่อน คุณสามารถลงทุนใน RMF ได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อปี และเมื่อนำไปรวมกับเงินออมเพื่อเกษียณประเภทอื่น เช่น ประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กบข. หรือ กอช. จะสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท
โดยเราสามารถสรุปได้ว่า RMF เป็นกองทุนลดหย่อนภาษีที่เหมาะกับคนที่มีรายได้มั่นคง และตั้งใจเก็บเงินเพื่ออนาคต มากกว่าคนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้เงิน
Thai ESG และ Thai ESGX เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือที่เรียกว่า ESG ซึ่งเป็นแนวทางการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน
ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป กองทุนทั้งสองประเภทนี้จะนับวงเงินลดหย่อนรวมกันเป็นกลุ่มเดียว โดยสามารถใช้ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ และสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่แยกออกจาก RMF อย่างชัดเจน
จุดเด่นของกองทุนกลุ่มนี้คือ ความยืดหยุ่นในการลงทุน เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี และมีเงื่อนไขการถือครองที่สั้นกว่า โดย ต้องถืออย่างน้อย 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) ก็สามารถขายได้โดยไม่เสียสิทธิ์ลดหย่อน
ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ผูกมัดมากนัก Thai ESG และ Thai ESGX จึงเหมาะกับคนที่อยากลดภาษี แต่ยังต้องการความคล่องตัวในการวางแผนการเงิน หรือคนที่สนใจลงทุนในธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หากสามารถใช้สิทธิ์ได้ครบทุกส่วน ในปีภาษี 2569 คุณจะสามารถลดหย่อนภาษีจากกองทุนรวมได้สูงสุด 800,000 บาท โดยแบ่งเป็น

การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีช่วยลดฐานรายได้ที่ต้องเสียภาษีโดยตรง ยิ่งคุณอยู่ในฐานภาษีสูง ยิ่งประหยัดได้มาก เช่น หากอยู่ในฐานภาษี 20% และลงทุน 100,000 บาท คุณจะประหยัดภาษีได้ทันที 20,000 บาท หรือถ้าอยู่ในฐานภาษี 30% ก็ประหยัดได้ถึง 30,000 บาท จากเงินลงทุนก้อนเดียวกัน
เงื่อนไขการถือครองของ RMF และ Thai ESG ที่กำหนดให้ถือขั้นต่ำ 5 ปี ช่วยให้คุณเก็บเงินได้จริง ไม่เผลอนำไปใช้ก่อนเวลา สำหรับมือใหม่ที่มักมีปัญหาเรื่องวินัยการออม เงื่อนไขนี้กลับกลายเป็นข้อดีที่ช่วยบังคับให้วางแผนอนาคตได้อย่างมีระเบียบมากขึ้น
กองทุนรวมมีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในธนาคารในระยะยาว นั่นหมายความว่าเงินที่คุณนำไปลงทุนไม่ได้แค่ช่วยลดภาษีปีนี้ แต่ยังมีโอกาสงอกเงยต่อเนื่องไปจนถึงวันที่คุณขายคืน
คำตอบคือ ช่วยได้จริง แต่กองทุนลดหย่อนภาษีไม่ได้เป็นการได้เงินคืนแบบตรง ๆ แต่เป็นการทำให้คุณจ่ายภาษีน้อยลงจากเงินที่ต้องเสียอยู่แล้ว
รายได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน
ในการคำนวณภาษี รายได้ของคุณจะถูกนำไปหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ ก่อนเพื่อให้ได้ เงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษี ซึ่งกองทุนลดหย่อนภาษีก็เป็นหนึ่งในนั้น การซื้อกองทุนจึงเป็นช่วยให้ฐานภาษีของคุณลดลง และสุดท้ายภาษีที่ต้องจ่ายก็น้อยลงตามไปด้วย
ตัวอย่าง
มีรายได้ปีละ 600,000 บาท และอยู่ในฐานภาษี 10% ถ้าไม่ซื้อกองทุนเลย ก็จะต้องเสียภาษีตามรายได้นั้น แต่ถ้าหากนำเงิน 50,000 บาทไปซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี รายได้ที่ถูกนำไปคิดภาษีจะเหลือ 550,000 บาท เท่ากับว่าคุณ “ไม่ต้องเสียภาษี” ในเงิน 50,000 บาทนั้น
ผลลัพธ์จากการลดหย่อน
จะเห็นชัดเลยว่า แม้ลงทุนเท่ากัน แต่คนที่อยู่ในฐานภาษีสูงจะประหยัดได้มากกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนมองว่ากองทุนลดหย่อนภาษี ยิ่งรายได้สูง ยิ่งคุ้ม
สรุปให้เข้าใจง่าย
อย่างไรก็ตาม กองทุนลดหย่อนภาษีไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะมีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลา เช่น ต้องถือครองหลายปี และหากขายก่อนกำหนด อาจต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนและเสียภาษีย้อนหลัง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้
ดังนั้นวิธีคิดที่ดีที่สุดคือ มองว่าเงินก้อนนี้คุณสามารถถือยาวได้หรือไม่ และรับความเสี่ยงได้แค่ไหน เพราะถ้าเลือกได้เหมาะกับตัวเอง กองทุนลดหย่อนภาษีจะไม่ใช่แค่ช่วยเซฟภาษี แต่จะกลายเป็นเครื่องมือสร้างเงินในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมาก
เงินที่คุณนำไปซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ไม่ได้แค่หายไปเพื่อแลกสิทธิ์ภาษี แต่ยังถูกนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนต่างประเทศ
นั่นหมายความว่า เงินก้อนนี้มีโอกาส เติบโตตามผลตอบแทนของตลาด ในระยะยาว ยิ่งถือครองนาน โอกาสสร้างผลตอบแทนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น (แม้จะมีความเสี่ยงจากการลงทุนควบคู่กันไป)

การรีบซื้อช่วงปลายปีอาจทำให้ตัดสินใจแบบไม่ทันคิด การทยอยลงทุน (DCA) ตั้งแต่ต้นปีช่วยเฉลี่ยต้นทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวน และเลือกกองทุนได้อย่างมีสติมากขึ้น
อย่าดูแค่ผลตอบแทนย้อนหลัง แต่ควรดูว่านโยบายกองทุนลงทุนในอะไร เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ต่างประเทศ และระดับความผันผวนที่คุณรับได้ เพราะคุณต้องถือกองทุนนี้ในระยะยาว
แต่ละกองทุนให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไม่เท่ากัน และมีเพดานวงเงินรวมที่ต้องระวัง ก่อนตัดสินใจควรเช็กสิทธิ์ของตัวเองให้ครบ เช่น
หากซื้อเกินสิทธิ์ ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
ค่าธรรมเนียมอาจดูเล็กน้อย แต่มีผลต่อผลตอบแทนระยะยาว ควรเปรียบเทียบกองทุนที่นโยบายใกล้เคียงกัน เพื่อเลือกตัวที่คุ้มค่าที่สุด
แม้กองทุนรวมจะกระจายการลงทุนในตัวอยู่แล้ว แต่การแบ่งเงินไปหลายกอง เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ และตราสารหนี้ จะช่วยให้พอร์ตโดยรวมสมดุลมากขึ้น
กองทุนลดหย่อนภาษีมีระยะเวลาถือครอง หากขายก่อนกำหนด อาจต้องคืนสิทธิ์ลดหย่อนและเสียภาษีย้อนหลัง
แม้จะเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ควรเช็กเป็นระยะว่าพอร์ตยังสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและสถานการณ์การเงินหรือไม่ และปรับแผนในปีถัดไปให้เหมาะสม
กองทุนลดหย่อนภาษีเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความมั่นคงในอนาคต แต่สิ่งที่จะทำให้ได้ประโยชน์เต็มที่จริง ๆ คือการเริ่มจากการเข้าใจเงินของตัวเองก่อน ไม่ใช่แค่เลือกกองทุนให้ทันปลายปี
ก่อนตัดสินใจซื้อ ลองเช็กตัวเองสั้น ๆ ว่า
เพราะคำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าควรซื้อเท่าไหร่และควรเลือกกองทุนแบบไหน เพื่อไม่ให้การลดภาษีกลายเป็นภาระในระยะยาว จุดนี้แหละที่อาจทำให้หลาย ๆ คนลังเลที่จะเริ่มลงทุน เพราะข้อมูลการเงินกระจัดกระจาย และต้องคอยมานั่งคำนวณเองทั้งหมด การมีเครื่องมือที่ช่วยรวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวจึงสำคัญมาก
MAKE by KBank ถูกออกแบบมาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยไม่ได้เป็นแค่แอปเก็บเงินทั่วไป แต่เป็นตัวช่วยวางแผนการเงินแบบครบวงจร ที่ทำให้คุณ “เห็นภาพเงินของตัวเองชัดขึ้น” ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ด้วยฟีเจอร์ช่วยวางแผนการเงิน อย่าง
ฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้คุณวางแผนได้แม่นยำขึ้น ตั้งเป้าหมายทางการเงินได้ชัด และลงมือทำได้จริงในทุกเดือน
วางแผนการเงินให้สะดวกขึ้นด้วย MAKE by KBank ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทาง App Store และ Google Play เพื่อเริ่มต้นจัดการเงินของคุณได้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้