

สิ่งที่พนักงานออฟฟิศและคนทำงานยุคนี้บ่นกันบ่อย คือ เงินหมด ตั้งแต่ต้นเดือน เปิดแอปธนาคารทีไรก็ใจหวิวทุกครั้ง บางคนรายได้ไม่ได้แย่ แต่กลับรู้สึกว่าเงินหายออกไปเร็วผิดปกติ จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำ ๆ ว่า เงินหมดทำไงดี
สาเหตุหลักที่ทำให้เงินหมดกระเป๋าแบบเดือนชนเดือน คือ การใช้เงินโดยไม่เห็นรู้ทันรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง หลายคนใช้เงินตามความเคยชิน โดยไม่รู้เลยว่าแต่ละเดือนเงินหายไปกับอะไรบ้าง พอรู้ตัวอีกที เงินก็หมดกระเป๋าไปแล้ว
อีกปัญหาที่พบบ่อยคือ การใช้เงินก้อนใหญ่ทันทีหลังเงินเดือนเข้า ไม่ว่าจะเป็นการช้อปหนัก กินหรู หรือจ่ายล่วงหน้าหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้เงินหายไปกว่าครึ่งตั้งแต่สัปดาห์แรก สุดท้ายต้องเอาตัวรอดไปจนถึงสิ้นเดือนแบบลุ้นวันต่อวัน
นอกจากนี้ การไม่แยกเงินออกเป็นสัดส่วนชัดเจน ก็ทำให้ใช้เกินโดยไม่รู้ตัว เมื่อเงินทั้งหมดอยู่ในบัญชีเดียว สมองจะรู้สึกว่า “ยังมีเงินเหลือ” ทั้งที่จริง ๆ เงินส่วนนั้นอาจเป็นค่าบิล ค่าเช่า หรือเงินออมที่ไม่ควรแตะ
สำหรับคนที่รู้สึกว่า เงินหมดกระเป๋าบ่อย ๆ มาลองเช็กดูว่าตัวเองมีส่งสัญญาณอันตรายเหล่านี้หรือไม่
เหลือเงินไม่ถึง 20% ของรายได้ภายในสัปดาห์แรกหลังเงินเดือนเข้า
ไม่รู้เลยว่าในหนึ่งสัปดาห์เสียเงินใช้เงินไปเท่าไหร่ และจ่ายให้กับอะไรบ้าง
ต้องยืมเงิน รูดบัตรเครดิต หรือผ่อนของเพื่อให้ผ่านปลายเดือน
โดยปัญหาด้านการเงินลักษณะนี้มักเกิดจากการไม่รู้ภาพรวมการเงินของตัวเอง เช่น ไม่รู้ยอดเงินคงเหลือ ไม่บันทึกรายจ่าย และไม่ตั้งงบประมาณ ทำให้เงินค่อย ๆ ไหลออกแบบเงียบ ๆ จนหมดกระเป๋าแบบไม่รู้ตัว
หากเจอว่ามีสัญญาณข้อใดข้อหนึ่ง แปลว่าการเงินของคุณกำลังอยู่ในภาวะไม่มั่นคง และควรรีบหาวิธีรับมือ
พฤติกรรมที่ทำให้เงินหมดคือการใช้เงินตามอารมณ์มากกว่าแผน เงินเดือนเข้าแล้วใช้ทันทีโดยไม่คิดถึงภาพรวม ไม่เคยบันทึกรายจ่าย และไม่แยกเงินออกเป็นหมวดหมู่ ส่งผลให้ใช้เงินเกินตัวโดยไม่รู้สึกผิด เพราะมองไม่เห็นขอบเขตของการใช้จ่าย
คนที่เงินเหลือไม่ได้ประหยัดทุกบาททุกสตางก์ แต่เขาใช้เงินตามกรอบที่ตั้งไว้ มีการตั้งงบรายสัปดาห์หรือรายเดือน แยกเงินชัดเจน และตรวจสอบรายจ่ายอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง วิธีนี้ช่วยให้รู้ตัวทันทีถ้าเริ่มใช้เกิน และปรับพฤติกรรมได้ก่อนเงินจะหมด
1. จัดสรรเงินแบบ 50/30/20 เพื่อให้เงินพอใช้ถึงสิ้นเดือน
วิธีจัดการเงินที่ได้ผลสำหรับคนทำงานคือการแบ่งเงินตั้งแต่ต้นเดือนตามสัดส่วน 50/30/20 ได้แก่
การแบ่งแบบนี้ช่วยให้เห็นชัดว่าเงินส่วนไหน “ใช้ได้” และส่วนไหน “ไม่ควรแตะ” ลดโอกาสเงินหมดกลางเดือน
2. แยกรายจ่ายจำเป็น-ไม่จำเป็น และตั้งงบรายสัปดาห์แทนรายเดือน
การตั้งงบรายสัปดาห์ช่วยควบคุมเงินได้ดีกว่าการมองเป็นก้อนใหญ่ทั้งเดือน เพราะทำให้รู้ทันทีว่าใช้เกินงบหรือไม่ เมื่อแบ่งงบค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าเที่ยวเป็นรายสัปดาห์ จะช่วยลดพฤติกรรมใช้เงินเพลินจนเงินหมดกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว
3. บันทึกรายรับ-รายจ่ายแบบเรียลไทม์ รู้ทันเงินที่ไหลออก
การรู้ว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร คือกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาเงินหมด การบันทึกรายรับรายจ่ายทันทีหลังใช้เงินจะช่วยให้เห็นพฤติกรรมการใช้เงินจริง และทำให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ง่ายขึ้น
4. ใช้กฎ 24 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นใหญ่
ถ้ากำลังจะซื้อของราคาสูง ให้หยุดคิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจ วิธีนี้ช่วยกรองการซื้อด้วยอารมณ์ ลดการใช้เงินก้อนใหญ่ที่ทำให้เงินหายไปเร็ว และช่วยให้เงินอยู่ถึงสิ้นเดือนได้จริง
5. หลีกเลี่ยงการรวมเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีเดียว
การมีเงินก้อนเดียวทำให้รู้สึกว่า “ยังมีเงินเหลือ” ทั้งที่จริง ๆ เงินนั้นอาจถูกกันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายสำคัญ การไม่แยกเงินเป็นสัดส่วนจึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงินหมดก่อนกำหนด
6. ใช้ Cloud Pocket จาก MAKE by KBank แยกกระเป๋าเงินตามงบ
Cloud Pocket คือฟีเจอร์ที่ช่วยแยกเงินเป็นสัดส่วนแบบเห็นภาพจริง เหมาะมากสำหรับคนที่อยากแก้ปัญหาเงินหมด แต่ไม่ถนัดทำบัญชีเอง
ทำให้เห็นยอดเงินแต่ละส่วนชัดเจน ไม่ปนกัน และรู้ทันทีว่าเงินงบไหนใกล้หมด ช่วยลดความเสี่ยงเงินหมดกลางเดือนและควบคุมการใช้เงินได้ง่ายขึ้น
7. บริหารเงินให้เหมาะกับประเภทรายได้
คนมีรายได้ประจำควรโฟกัสการจัดการเงินให้พอใช้ตลอดทั้งเดือน เพราะรายรับคงที่ การตั้งงบรายสัปดาห์และแยกเงินทันทีหลังเงินเดือนเข้า จะช่วยลดปัญหาเงินเดือนชนเดือนได้มาก
สำหรับคนที่มีอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ควรโฟกัสการเก็บเงินสำรองและแยกเงินชัดเจนมากขึ้น เพราะรายได้ไม่แน่นอน ควรแบ่งเงินเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ค่าใช้จ่ายประจำ เงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือน และเงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัว
การแก้ปัญหาเงินหมดไม่ใช่การห้ามใช้เงิน แต่คือการใช้เงินอย่างมีระบบ และนำเคล็ดลับที่ช่วยให้เงินอยู่กับคุณได้นานขึ้นไปลองใช้
การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากปัญหาเงินหมดตั้งแต่ต้นเดือน และมีเงินเหลือออมไปลงทุนในอนาคตได้อีกด้วย แล้วคุณจะเห็นว่าการจัดการเงินไม่ได้ยากอย่างที่คิด