

เงินชดเชยเลิกจ้าง คือเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเป็นฝ่ายยุติสัญญาจ้าง โดยจำนวนเงินจะขึ้นอยู่กับอายุงานและเงินเดือน ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้เพื่อช่วยลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนงาน
แล้วเงินชดเชยเลิกจ้างได้เท่าไหร่? ได้เมื่อไหร่? หรือกรณีไหนจะไม่ได้? บทความนี้จะช่วยสรุปทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับเงินชดเชยเลิกจ้างแบบเข้าใจง่ายในที่เดียว
เงินชดเชยเลิกจ้าง (Severance Pay) คือ เงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเป็นฝ่ายยุติสัญญาจ้าง โดยอ้างอิงตามกฎหมายแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทางการเงินของลูกจ้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยจะขึ้นอยู่กับอายุงานและต้องเป็นกรณีที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ตาม กฎหมายแรงงาน แล้ว นายจ้างต้องจ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างและเงินเดือน ในวันที่เลิกจ้างงาน หรือ ภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันที่เลิกจ้างงาน โดยมีเงื่อนไขสำคัญที่ลูกจ้างจะได้รับสิทธินี้ คือ:
และหากเป็นการเลิกจ้างกะทันหันโดยไม่บอกล่วงหน้า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง (หรือ 30 วัน) นายจ้างต้องจ่าย "ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า" (Payment in Lieu of Notice) หรือที่เรียกกันว่า ค่าตกใจ ในวันที่เลิกจ้างด้วย
ไม่ใช่ว่าการเลิกจ้างทุกครั้งจำเป็นต้องมาพร้อมกับเงินชดเชย โดยกฎหมาย ม. 119 มีข้อยกเว้นให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายชดเชย หากลูกจ้างมีพฤติกรรมต่อไปนี้
ลูกจ้างที่ตัดสินใจการลาออกเองจะ ไม่ได้รับเงินชดเชยเลิกจ้าง เพราะกฎหมายกำหนดให้สิทธินี้เฉพาะกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายยุติสัญญาจ้างเท่านั้น แต่ก็ยังมีสิทธิพื้นฐานอื่น ๆ ที่คนลาออกควรได้รับ เช่น
เงินชดเชยว่างงาน เป็นสิทธิจากประกันสังคมที่คนทำงานหลาย ๆ คนมักมองข้ามไป โดยเป็นเงินช่วยเหลือในช่วงที่ไม่มีงานทำ เพื่อพยุงรายได้ระหว่างหางานใหม่ ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับเงินชดเชยเลิกจ้าง และต้องยื่นขอรับสิทธิเอง โดยสามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์ของ สำนักงานประกันสังคม หรือไปยื่นเรื่องที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้านก็ได้
เงินชดเชยเลิกจ้างจะคำนวณตาม “อายุงาน” และ “อัตราค่าจ้างสุดท้าย” หรือเงินเดือนนั่นเอง วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนอัตราสุดท้ายมาหารด้วย 30 (30 วัน) เพื่อให้เป็นค่าจ้างรายวัน แล้วนำไปคูณด้วยจำนวนวันค่าจ้างตามอายุงานตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
เงินชดเชยเลิกจ้าง = (เงินเดือน ÷ 30 วัน) x จำนวนวันค่าจ้างตามอายุงาน
โดยพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน กำหนดอัตราเงินชดเชยตามจำนวนวันค่าจ้างที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ หรือก็คือถ้ายิ่งทำงานนาน จำนวนเงินชดเชยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับนั่นเอง
อ้างอิงข้อมูลจาก กระทรวงแรงงาน
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราลองมาดูตัวอย่างการคำนวณผ่านสถานการณ์จริง เช่น
ตัวอย่างที่ 1
นาย A ทำงานกับบริษัทมา 5 ปี ได้รับเงินเดือน 25,000 บาท เท่ากับอายุงานอยู่ในช่วง 3–6 ปี จึงมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชย 180 วัน ฉะนั้น ในวันที่ถูกเลิกจ้าง เจ้านายของนาย A ต้องจ่าย (25,000 ÷ 30) × 180 = 150,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2
นาย B ทำงานกับบริษัทมา 12 ปี ได้รับเงินเดือน 40,000 บาท มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชย 300 วัน ด้วยอายุงานที่อยู่ในช่วง 10–20 ปี ในวันที่ถูกเลิกจ้าง นาย B จะได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างเท่ากับ (40,000 ÷ 30) × 300 = 400,000 บาท
นอกจากเงินชดเชยเลิกจ้าง ลูกจ้างอาจมีสิทธิได้รับเงินส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการจ้างงาน เช่น
หากถูกเลิกจ้างแต่ไม่ได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างภายใน 3 วันหรือได้รับต่ำกว่าที่ควร สิ่งสำคัญเลยคือ อย่าเพิ่งตกใจ และเริ่มตรวจสอบสิทธิของตัวเองก่อน โดยค่อย ๆ เช็กข้อมูลและดำเนินการเป็นขั้นตอน ตามนี้
ขั้นแรกเลยคือ ควรตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง เพื่อดูว่าเข้าเงื่อนไขได้รับเงินชดเชยหรือไม่ โดยเช็กว่า
หากไม่ได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม สามารถยื่นร้องเรียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ภายใน 30 วัน โดยเตรียมเอกสาร เช่น หนังสือเลิกจ้าง สลิปเงินเดือน และสัญญาจ้างและยื่นคำร้องด้วยตนเองกับสำนักสวัสดิการในพื้นที่ที่ทำงาน หรือผ่าน e-Service ของกรมสวัสดิการ
หากการเลิกจ้างเข้าข่าย “ไม่เป็นธรรม” เช่น ไม่มีเหตุผลระบุที่ชัดเจน, เลือกปฏิบัติ, บีบบังคับหรือกลั่นแกล้ง หรือเลิกจ้างเนื่องจากใช้สิทธิตามกฎหมาย (เช่น ลาคลอดบุตร) ลูกจ้างมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนอกเหนือจากเงินชดเชยเลิกจ้างได้ เช่น
การรู้สิทธิของตัวเองตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า ควรเจรจา ยื่นร้องเรียน หรือดำเนินการทางกฎหมายต่อ และช่วยให้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
การถูกเลิกจ้างเป็นเพียงแค่อีกก้าวหนึ่งบนเส้นทางชีวิตของเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ตั้งหลัก” ให้เร็วที่สุดโดยเฉพาะกับเรื่องการเงิน เพื่อให้ผ่านช่วงหางานใหม่ได้อย่างมั่นใจ
ในช่วงที่กำลังตั้งหลักหางานใหม่ ตัวช่วยอย่างแอป MAKE by KBank สามารถทำให้การวางแผนตั้งงบการเงินของเราง่ายขึ้นได้เยอะด้วยฟีเจอร์อย่าง
แค่เพียงรู้สิทธิของตัวเอง และรู้จักวางแผนการเงินให้ดี คุณก็จะรับมือกับช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างมั่นคง และพร้อมตั้งหลักหางานใหม่ได้อย่างมั่นใจ
ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้แล้ววันนี้ที่ App Store และ Google Play