Scan to Download
MAKE logo
MAKE logo

ตอบทุกข้อสงสัย ดอกเบี้ยผิดนัด คืออะไร? ทำให้หนีเพิ่มจริงไหม?

# คำถามการเงินยอดฮิต

deposit-interest.png ดอกเบี้ยผิดนัด คือ ดอกเบี้ยจากการค้างชำระหรือผิดนัดในการจ่าย โดยมักเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า หนี้ไม่เคยลด แถมยิ่งผ่อนยิ่งเพิ่ม ทั้งที่ยอดเงินต้นอาจไม่ได้สูงมากนัก

แต่การจัดการดอกเบี้ยที่ว่านี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินแก้ ในบืความนี้ MAKE by KBank จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมายของดอกเบี้ยผิดนัด วิธีคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย ไปจนถึงวิธีรับมือไม่ให้หนี้บานปลายด้วยการจัดการเงินอย่างเป็นระบบ

ดอกเบี้ยผิดนัด คืออะไร?

ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) คือดอกเบี้ยที่ถูกเรียกเก็บเพิ่ม เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามวันและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาได้

ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต หรือสินเชื่อบ้าน โดยดอกเบี้ยผิดนัดเป็นกลไกที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมายเพื่อกระตุ้นให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลา และชดเชยความเสี่ยงให้กับเจ้าหนี้

ดอกเบี้ยผิดนัดคิดยังไง?

ปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยผิดนัดมักจะระบุไว้ในสัญญากู้อยู่แล้ว และคิดตาม จำนวนวันที่ผิดนัดโดยมี เงินต้นจากงวดที่ค้างชำระ เป็นฐานการคำนวณ (อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย)

สูตรคำนวณดอกเบี้ยผิดนัด

ดอกเบี้ยผิดนัด = เงินต้นที่ค้างชำระ × อัตราดอกเบี้ยผิดนัด × (จำนวนวันที่ผิดนัด ÷ 365)

ตัวอย่าง: หากคุณต้องจ่ายค่างวด 30,000 บาท โดยเป็นเงินต้น 10,000 บาท และดอกเบี้ย 20,000 บาท ชำระล่าช้า 30 วัน และในสัญญาระบุว่า ดอกเบี้ยผิดนัดเป็น 8% ต่อปี

  • ฐานการคำนวณคือเงินต้นจากยอดค้างชำระ = 10,000 บาท
  • อัตราดอกเบี้ยผิดนัด = 8% ต่อปี (หรือ 0.08)
  • จำนวนวันที่ผิดนัด = 30 วัน

ดอกเบี้ยผิดนัด = 10,000 × 0.08 × (30 ÷ 365) = 65.75 บาท

แม้ดูเป็นเพียงดอกเบี้ยที่เพิ่มมาเล็กน้อย แต่ดอกเบี้ยผิดนัดก็สามารถทำให้ยอดหนี้โตสะสม โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้ค้างชำระต่อเนื่องหลายวันหรือหลายเดือน

ดอกเบี้ยผิดนัด นับตั้งแต่วันไหน?

ดอกเบี้ยผิดนัดจะเริ่มนับ ตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระตามสัญญา โดยจะคำนวณเป็นรายวันจากยอดค้างชำระ และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกว่าจะมีการจ่ายให้ครบถ้วน

เช่น หากกำหนดชำระวันที่ 15 แต่ไม่ชำระ จะถือว่าผิดนัด ตั้งแต่วันที่ 16 และเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดทันที

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดคิดยังไง?

อัตราดอกเบี้ยผิดนัดจะแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อ และแม้แต่การกู้ยืมส่วนตัว ผู้ปล่อยกู้ก็สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เพดานกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ ไม่เกิน 3% ต่อปีจากอัตราดอกเบี้ยปกติ (อ้างอิงจากสถาบันอนุญาโตตุลาการ)

อัตราดอกเบี้ยผิดนัด = อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปกติ + ไม่เกิน 3% ต่อปี

เช่น หากดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 5% ดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดต้องไม่เกิน 8% ต่อปี โดยตัวเลขเหล่านี้ต้องระบุไว้ในเอกสารสินเชื่อให้ชัดเจน

ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุ ต้องจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดไหม?

ต้องจ่าย เพราะดอกเบี้ยผิดนัดเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา เช่น ถึงแม้สัญญาจะเขียนสั้น ๆ แค่ "กู้เงิน 10,000 บาท จ่ายคืนใน 1 เดือน" โดยไม่พูดเรื่องดอกเบี้ยเลย แต่ถ้าจ่ายช้าไป กฎหมายก็อนุญาตให้เจ้าหนี้เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224)

ในกรณีที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยผิดนัดระบุในสัญญา

  • ผู้ปล่อยกู้สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดได้ตามกฎหมาย
  • คิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายที่ 5 % ต่อปี โดยไม่นำดอกเบี้ยเงินกู้ปกติมาคำนวณด้วย
  • ผู้กู้สามารถเลือกที่จะ “ไม่เก็บ” ดอกเบี้ยผิดนัดก็ได้ หากเป็นการเจรจาตกลงกันเอง

ทำไมถึงทำให้ยอดหนี้เพิ่มเร็ว? ส่องผลกระทบดอกเบี้ยผิดนัด

deposit-interest_01.png ดอกเบี้ยผิดนัดส่งผลโดยตรงให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นทุกวันตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระ แม้จะผิดนัดเพียง 1 วัน ระบบก็เริ่มคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดทันที และยิ่งปล่อยไว้นาน ยอดดอกเบี้ยก็จะยิ่งสะสมแบบทวีคูณ โดยผลกระทบที่มักเกิดขึ้นจากดอกเบี้ยผิดนัด ได้แก่

  • ยอดหนี้รวมสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จ่ายเท่าไรก็ไม่หมด
  • ประวัติเครดิตเสีย ส่งผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคต
  • อาจถูกติดตามทวงถาม หรือเข้าสู่สถานะหนี้เสีย (NPL) หากค้างชำระต่อเนื่อง

สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้โตเร็ว ไม่ใช่เพราะเงินต้นสูงเสมอไป แต่เป็นเพราะ ดอกเบี้ยผิดนัดถูกคิดรายวัน และสะสมต่อเนื่องทุกวันที่ยังไม่ชำระ

ดอกเบี้ยผิดนัด vs เบี้ยปรับ ต่างกันอย่างไร?

ดอกเบี้ยผิดนัด และ เบี้ยปรับหรือค่าปรับ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผิดนัดหรือผิดสัญญาเหมือนกัน แต่มีวิธีคิดและบทบาทที่ต่างกัน

ดอกเบี้ยผิดนัด (Default interest) คือดอกเบี้ยที่คิดจากเงินต้นที่ค้างชำระจริง เป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องเจ้าหนี้ โดยจะ คิดเป็นรายวัน ตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระ

ส่วน เบี้ยปรับ (Penalty) คือค่าปรับเพิ่มเติมที่ถูกกำหนดไว้ในสัญญาเมื่อเกิดการผิดนัดชำระ อาจจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยเบี้ยปรับใช้ได้กับสัญญาทุกประเภท (เช่น สร้างบ้านเสร็จช้า, ลาออกก่อนกำหนด)

สรุปความแตกต่าง

  • ดอกเบี้ยผิดนัดยึดตาม "เวลาและเงินต้นที่ค้าง" ส่วนเบี้ยปรับยึดตาม "การกระทำที่ผิดสัญญา"
  • ดอกเบี้ยผิดนัดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนเบี้ยปรับสามารถระบุจำนวนคงที่หรือเปอร์เซ็นต์ก็ได้
  • ดอกเบี้ยผิดนัดใช้ได้กับหนี้เงินเท่านั้น ในขณะที่เบี้ยปรับใช้ได้กับสัญญาทุกประเภท
  • หากสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยผิดนัดและเบี้ยปรับไว้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกเก็บได้เพียง 'ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย' (5% ต่อปี) แต่ ไม่สามารถเรียกเก็บเบี้ยปรับที่เป็นเงินก้อน ได้

ป้องกันดอกเบี้ยผิดนัดด้วยการจัดการเงินอย่างเป็นระบบ

deposit-interest_02.png วิธีป้องกันดอกเบี้ยผิดนัดที่ได้ผลที่สุดคือการวางแผนเงินล่วงหน้า และแยกงบชำระหนี้ออกจากค่าใช้จ่ายประจำวันอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินพร้อมจ่ายทุกครั้งที่ถึงกำหนด รวมถึงมีแนวทางลดความเสี่ยงดอกเบี้ยผิดนัดที่ควรทำควบคู่กัน เช่น

  • ตั้งเตือนวันชำระหนี้ล่วงหน้า
  • วางงบรายเดือนให้สอดคล้องกับรายได้
  • หากเริ่มตึงมือ ควรเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

อีกหนึ่งตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานคือ ฟีเจอร์ Cloud Pocket จาก MAKE by KBank ที่ช่วย “กันเงินล่วงหน้า” สำหรับค่างวดโดยไม่ปะปนกับค่าใช้จ่ายอื่น

ฟีเจอร์ของ MAKE by KBank ช่วยลดโอกาสผิดนัดชำระหนี้

  • แยกเงินเป็นกระเป๋าย่อย (Cloud Pocket) สำหรับค่างวดโดยเฉพาะ
  • กันเงินล่วงหน้า ไม่เผลอใช้เงินที่ต้องเอาไปจ่ายหนี้
  • เห็นยอดเงินชัดเจน รู้ทันทีว่าเงินพร้อมหรือยัง
  • ช่วยสร้างวินัยการเงิน จ่ายตรงเวลาได้สม่ำเสมอ

เมื่อเงินสำหรับผ่อนหนี้ถูกแยกไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเดือน ความเสี่ยงที่จะลืมหรือใช้เงินเกินงบก็ลดลงอย่างเห็นได้

เข้าใจดอกเบี้ยผิดนัด หยุดวงจรหนี้ที่ไม่จำเป็น

ดอกเบี้ยผิดนัดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถทำให้หนี้พุ่งได้จริง หากขาดการวางแผน การเข้าใจว่าดอกเบี้ยผิดนัดคิดยังไง เริ่มนับตั้งแต่วันไหน และแตกต่างจากเบี้ยปรับอย่างไร จะช่วยให้คุณตัดสินใจจัดการหนี้ได้อย่างมีสติ หากอยากหลีกเลี่ยงการเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น การจัดการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น ด้วยตัวช่วยอย่าง MAKE by KBank ที่ช่วยให้คุณจ่ายหนี้ตรงเวลา ลดดอกเบี้ยผิดนัด และควบคุมการเงินได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน

Back to Home

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ