สแกนเพื่อดาวน์โหลด
MAKE logo
MAKE logo

แชร์ประเภทกองทุนรวมที่น่าสนใจ เลือกยังไงให้ตรงกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้

# คำถามการเงินยอดฮิต

fund_fact.png กองทุนรวม (Mutual Fund) คือ เครื่องมือการลงทุนที่รวบรวมเงินจากผู้ลงทุนหลาย ๆ คน แล้วนำไปบริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามนโยบายของกองทุนนั้น โดยก่อนจะลงเงินซื้อกองทุนที่เราสนใจ ก็ต้องเข้าใจทั้งประเภทกองทุน ความเสี่ยง และเป้าหมายของตัวเองด้วย โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดการเงินมีความผันผวนและมีสินทรัพย์ให้เลือกหลากหลายมากขึ้น

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงเทคนิคเลือกกองทุนที่น่าสนใจให้เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง

กองทุนรวม (Mutual Fund) คืออะไร? ทำไมถึงเป็นทางเลือกยอดนิยมของนักลงทุนมือใหม่?

กองทุนรวม คือการที่นักลงทุนหลายคนรวมเงินกัน แล้วมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญนำไปลงทุนแทนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท จุดเด่นคือช่วยกระจายความเสี่ยง และลดภาระในการต้องวิเคราะห์หรือบริหารพอร์ตด้วยตัวเอง เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด หรือเพิ่งเริ่มต้นลงทุน

นอกจากนี้ กองทุนรวมยังได้รับความนิยมเพราะเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยเงินต้นที่ไม่สูง และมีตัวเลือกให้เลือกตามระดับความเสี่ยงที่หลากหลาย ทำให้นักลงทุนสามารถเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและสไตล์ของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ทำไมกองทุนรวมถึงเหมาะกับมือใหม่?

กองทุนรวมสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก อีกทั้งยังมีการกระจายความเสี่ยงในตัว เพราะเงินถูกนำไปลงทุนในหลายสินทรัพย์พร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกหลากหลายให้เลือกตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่อยากเริ่มลงทุนอย่างมีระบบ

4 ประเภทกองทุนรวมที่น่าสนใจในปัจจุบัน

การเลือกกองทุนรวม ต้องดูว่ากองทุนนั้นตอบโจทย์เป้าหมายและความเสี่ยงของคุณหรือไม่ โดยกองทุนหลัก ๆ ที่นักลงทุนให้ความสนใจในช่วงนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. กองทุนหุ้นต่างประเทศ (โดยเฉพาะดัชนีสหรัฐฯ)

กองทุนประเภทนี้เน้นลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก ผ่านดัชนีอย่าง S&P 500 หรือ NASDAQ ซึ่งรวมบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

จุดเด่นคือมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนสูงในระยะสั้น และอาจได้รับผลกระทบจากค่าเงิน

เหมาะกับคนที่: ลงทุนระยะยาว 5–10 ปีขึ้นไป

2. กองทุนผสม (Multi-Asset)

กองทุนผสมเป็นการลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในกองเดียว โดยผู้จัดการกองทุนจะช่วยปรับสัดส่วนให้เหมาะกับสภาวะตลาด

ข้อดีคือช่วยลดความผันผวน และไม่ต้องจัดพอร์ตเอง เหมาะสำหรับใช้เป็น “พอร์ตหลัก” ของการลงทุน เพราะมีความสมดุลระหว่างโอกาสเติบโตและความเสี่ยง

เหมาะกับคนที่: ไม่มีเวลาบริหารพอร์ตเอง และรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง

3. กองทุนทองคำ

ทองคำมักถูกใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดผันผวน หรือมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

แม้จะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี แต่ราคาทองคำก็ยังคงมีความผันผวน และไม่สร้างรายได้ระหว่างถือ (ไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผล)

เหมาะกับคนที่: ต้องการกระจายความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ต

4. กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ

กองทุนประเภทนี้ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของต่างประเทศ ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากกว่า

เหมาะสำหรับใช้เป็นที่พักเงิน หรือช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม อย่างไรก็ตาม อาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและคุณภาพของผู้ออกตราสาร

เหมาะกับคนที่: รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง และต้องการความสม่ำเสมอของผลตอบแทน

ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมที่ควรรู้ก่อนเลือกลงทุน

ก่อนจะเลือกกองทุนรวมที่น่าสนใจ สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือ “ระดับความเสี่ยง” ของกองทุน เพราะแต่ละกองมีการขึ้นลงและโอกาสขาดทุนไม่เท่ากัน การรู้ระดับนี้จะช่วยให้คุณไม่เลือกกองที่เกินความสบายใจของตัวเอง

ในประเทศไทย กองทุนรวมจะถูกจัดระดับความเสี่ยงตั้งแต่ 1 ถึง 8 โดยยิ่งตัวเลขสูง ความผันผวนก็ยิ่งมาก

  • ระดับ 1-3: ความเสี่ยงต่ำ

กองทุนกลุ่มนี้เน้นรักษาเงินต้นและความผันผวนต่ำ โดยราคามักจะคงตัว โอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย แต่ผลตอบแทนก็ไม่สูงมากเช่นกัน เหมาะกับการพักเงินหรือเป้าหมายระยะสั้นที่เก็บเงินไว้ใช้ใน 1–2 ปี

ตัวอย่างเช่น กองทุนตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

  • ระดับ 4-5: ความเสี่ยงปานกลาง

กองทุนระดับนี้มักเป็นกองทุนที่มีความผันผวนไม่มากนัก ราคาจะมีขึ้นลงบ้าง แต่ไม่รุนแรง และให้ผลตอบแทนค่อนข้างสม่ำเสมอ เหมาะกับคนที่อยากให้เงินเติบโตมากกว่าการฝากเงิน แต่ยังไม่อยากเสี่ยงสูงเกินไป

ตัวอย่างเช่น กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง–ยาว หรือกองทุนผสมที่มีทั้งหุ้นและตราสารหนี้

  • ระดับ 6: ความเสี่ยงค่อนข้างสูง

กองทุนระดับนี้คือกองทุนหุ้นซึ่งมีโอกาสเติบโตดีในระยะยาว แต่ราคาจะขึ้นลงตามสภาวะตลาดค่อนข้างชัดเจน ในบางช่วงอาจปรับตัวลง 10–20% ได้ จึงต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัว เหมาะกับคนที่ลงทุนระยะยาว เช่น 5 ปีขึ้นไป และรับความผันผวนได้

ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนดัชนี

  • ระดับ 7-8: ความเสี่ยงสูงมาก

กองทุนกลุ่มนี้จะมีความผันผวนสูงมาก ราคาสามารถขึ้นแรงและลงแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ หรือใช้เป็นส่วนเสริมในพอร์ตมากกว่าส่วนหลัก เช่น หากลงทุน 100,000 บาท มูลค่าอาจขึ้นเป็น 120,000 บาทในช่วงหนึ่ง แต่ก็อาจลดลงเหลือ 70,000–80,000 บาทได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น กองทุนทองคำ หรือกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเดียว อย่างเทคโนโลยี หรือพลังงาน

วิธีประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุนกองทุนรวม

การประเมินความเสี่ยงคือจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่ดี เพราะช่วยให้คุณเลือกกองทุนได้เหมาะตั้งแต่แรก ลดโอกาสขาดทุนจากการตัดสินใจผิด และทำให้คุณลงทุนได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

โดยทั่วไปในแพลตฟอร์มการลงทุนต่าง ๆ จะมีแบบประเมินความเสี่ยงให้ทำอยู่แล้วเป็นระยะทุก 2 ปี เพื่อปรับระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็สามารถประเมินตัวเองได้ ไม่ว่าจะลงทุนในกองทุนหรือสินทรัพย์ประเภทไหน เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจลงทุนยังสอดคล้องกับเป้าหมายและความสบายใจอยู่เสมอ

1. ทำแบบประเมินความเสี่ยง (Risk Profile) ก่อนเริ่มลงทุน

แบบประเมินนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่าอยู่ในกลุ่มไหน เช่น รับความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง หรือสูง โดยคำถามจะเกี่ยวกับรายได้ ประสบการณ์ลงทุน และทัศนคติต่อความเสี่ยง

ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยกรองตัวเลือกกองทุนให้แคบลง ทำให้คุณไม่เผลอไปเลือกกองที่เสี่ยงเกินตัวตั้งแต่แรโดยสามารถประเมินความเสี่ยงการลงทุนได้ที่ TSI Risk Profile Questionnaire

2. พิจารณารายได้และความมั่นคงทางการเงิน ลองประเมินความมั่นคงทางการเงินของตัวเองให้ชัดขึ้นจากปัจจัยเหล่านี้ เพื่อดูว่าคุณรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

  • ความมั่นคงของรายได้
    รายได้มั่นคง หมายถึงมีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ เช่น เงินเดือนประจำ หรือรายได้ธุรกิจที่ค่อนข้างนิ่ง หากรายได้ต่อเดือนมีความไม่แน่นอน ควรระวังการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
  • เงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอหรือไม่ โดยทั่วไปควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนเช่น หากใช้เดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองประมาณ 60,000-120,000 บาท
    เงินส่วนนี้ควรเก็บในสินทรัพย์ที่สภาพคล่องสูง (ถอนออกมาใช้ได้ง่าย) เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  • ภาระหนี้อยู่ในระดับไหน
    ลองดูว่าสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของคุณสูงหรือไม่ ถ้าผ่อนหนี้รวมไม่เกินประมาณ 30-40% ของรายได้ต่อเดือน ยังถือว่าสามารถบริหารได้ แต่หากเกิน 50% ของรายได้ ถือว่ามีความเสี่ยงทางการเงินสูง
  • เงินเหลือสำหรับลงทุนจริงหรือไม่
    หลังหักค่าใช้จ่ายและเงินสำรองแล้ว ควรยังมีเงินเหลือสำหรับลงทุนโดยไม่กระทบชีวิตประจำวัน

3. ดูเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุน

การลงทุนที่ดีคือการลงทุนที่มีเป้าหมายและระยะเวลาที่สอดคล้องกัน เพราะระยะเวลาจะเป็นตัวกำหนดระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้

  • เป้าหมายระยะสั้น (1–3 ปี) เช่น เพื่อหาเงินเก็บสำรองฉุกเฉินหรือช่วยค่าใช้จ่ายใกล้ตัว ควรเน้นความปลอดภัย เลี่ยงกองทุนที่ผันผวนสูง
  • เป้าหมายระยะกลาง (3–5 ปี) เช่น เพื่อเก็บเงินก้อน ควรเลือกกองทุนความเสี่ยงระดับกลาง เพื่อให้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น
  • เป้าหมายระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) เช่น เพื่อวางแผนเกษียณ สามารถรับความผันผวนได้มากขึ้น เพื่อแลกกับโอกาสผลตอบแทนที่สูงกว่า

4. ประเมินความรู้สึกของตัวเองเมื่อขาดทุน
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับพฤติกรรมจริงตอนลงทุน ซึ่งมักเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ว่าคุณจะสามารถถือกองทุนต่อไปได้ในระยะยาวหรือไม่

ตัวอย่าง

หากใช้เงินลงทุนกองทุนรวมไป 100,000 บาท แต่เจอสถานการณ์ราคาตก ทำให้เกิดติดลบ 20% จนเงินต้นเหลืออยู่ที่ 80,000 บาท เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณยังถือกองทุนตัวนี้ต่อได้ไหม หรือจะเริ่มรู้สึกอยากขายเพื่อลดความเสียหาย

ในความเป็นจริง กองทุนที่มีความเสี่ยงระดับกลางถึงสูง เช่น กองทุนหุ้น สามารถปรับตัวลง 10-20% ได้ในช่วงตลาดผันผวน และบางช่วงอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวกลับมา หากคุณไม่คุ้นเคยกับความผันผวนแบบนี้ อาจเกิดความกังวลและตัดสินใจขายในช่วงที่ราคายังต่ำ

  • หากรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ยังเข้าใจและถือต่อได้ หมายความว่า ความเสี่ยงระดับนั้นเหมาะสมกับคุณแล้ว
  • หากรู้สึกเครียดมาก หรืออยากขายทันที อาจหมายถึง คุณเลือกกองทุนที่เสี่ยงเกินไปสำหรับตนเอง

การประเมินแบบนี้จะช่วยให้คุณเลือกกองทุนได้สอดคล้องกับความสบายใจจริง ไม่ใช่แค่ตามทฤษฎี และช่วยลดโอกาสการขายขาดทุนในช่วงตลาดผันผวน ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมือใหม่มักเจอได้บ่อย

5. เลือกกองทุนให้สอดคล้องกับตัวเอง
เมื่อเข้าใจทั้งสถานะการเงิน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่รับได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเลือกกองทุนที่ “ใช่” สำหรับคุณ เพราะกองทุนที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นกองที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่คือกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและสถานะทางการเงินของคุณมากที่สุด

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักทำโดยไม่รู้ตัว เมื่อลงทุนในกองทุนรวม

fund_fact_1.png

  1. เลือกกองตามกระแสโดยไม่เข้าใจนโยบายกอง
    หลายคนเลือกกองทุนจากกระแสหรือคำแนะนำ โดยไม่ได้ศึกษาว่ากองนั้นลงทุนในอะไร ความเสี่ยงระดับไหน ซึ่งอาจทำให้ได้กองทุนที่ไม่เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง

  2. ลงทุนเป็นก้อนเดียวแล้วหวังรวยทันที
    การใส่เงินก้อนใหญ่ในจังหวะที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ขาดทุนได้ง่าย นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักทยอยลงทุนมากกว่าพยายามจับจังหวะตลาด

  3. ดูแค่ผลตอบแทนระยะสั้น
    กองทุนที่ผลตอบแทนดีในปีเดียว อาจไม่ได้ดีต่อเนื่องในระยะยาว การเลือกกองทุนควรดูผลงานย้อนหลังหลายปี เพื่อให้เห็นความสม่ำเสมอมากกว่าแค่ช่วงพีค

  4. มองข้ามค่าธรรมเนียม
    ค่าธรรมเนียมอาจดูเป็นตัวเลขเล็ก ๆ แต่ในระยะยาวสามารถกระทบผลตอบแทนได้มาก ควรเปรียบเทียบกองทุนที่มีนโยบายคล้ายกันก่อนตัดสินใจ

  5. ไม่กระจายการลงทุน
    การลงทุนในกองทุนเดียวหรือสินทรัพย์เดียวมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ควรกระจายไปหลายประเภท เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ

วิธีดูกองทุนที่น่าสนใจ ดูแค่ผลตอบแทนได้จริงไหม?

ผลตอบแทนสูงไม่ได้แปลว่าน่าสนใจเสมอไป หลายคนมักเลือกกองทุนจากตัวเลขผลตอบแทนสูง ๆ แต่ในความจริงแล้ว ผลตอบแทน เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเท่านั้น

กองทุนที่ทำกำไรได้สูง มักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย เช่น อาจขึ้นแรงในปีหนึ่ง แต่ก็มีโอกาสปรับตัวลงแรงในปีถัดไปได้เช่นกัน หากคุณเลือกกองทุนจากผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ลงทุนในสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ปัจจัยอื่นที่ต้องดูก่อนเลือกกองทุนแบบเข้าใจง่าย

  1. ความผันผวน (Volatility)
    คือดูว่าราคากองทุน “ขึ้นลงแรงแค่ไหน” ถ้าราคาขึ้นแรง เวลาลงก็มักลงแรงด้วย เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ แต่หากราคาขึ้นลงไม่มาก ก็จะเหมาะกับมือใหม่หรือคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย

  2. ตัวเปรียบเทียบ (Benchmark)
    นำกองทุนไปเทียบกับภาพรวมของตลาด ถ้ากองทุนทำผลลัพธ์ออกมาได้ดีกว่าตลาด แปลว่าบริหารได้ดี แต่ถ้าทำได้แย่กว่าอย่างต่อเนื่อง อาจต้องพิจารณาเลือกกองทุนใหม่

  3. การกระจายการลงทุน (Asset Allocation)
    คือดูว่ากองทุนเอาเงินไปลงทุนหลากหลายไหม ถ้าลงทุนหลายประเภท เช่น หุ้น + ตราสารหนี้ จะช่วยลดความเสี่ยง ดีกว่าการลงทุนกระจุกอยู่แค่จุดเดียว

  4. ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager)
    คือคนที่ดูแลเงินให้คุณ ควรเลือกกองที่มีทีมบริหารน่าเชื่อถือ และทำผลงานได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ดีแค่ช่วงสั้น ๆ

  5. ขนาดกองทุน (AUM)
    คือดูว่ากองทุนนี้มีเงินรวมมากน้อยแค่ไหน กองที่มีขนาดพอดี มักมีความมั่นคง และซื้อขายได้ง่าย
    แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกกองที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป

  6. สภาพคล่อง (Liquidity)
    คือความง่ายในการ “ขายกองทุนแล้วได้เงินคืน” กองที่ดีควรขายได้ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นาน เงินจะได้ไม่ติดอยู่ในกองทุนนานเกินไป

มองการเลือกกองทุนเหมือนการเลือกของที่ใช้ระยะยาว ไม่ใช่ดูแค่ว่าได้กำไรเท่าไหร่ แต่ต้องดูว่าเสี่ยงแค่ไหน และเหมาะกับเราหรือไม่

เทคนิคเลือกกองทุนรวมให้เหมาะกับตัวเอง แถมต่อยอดแผนการเงินในอนาคต

กองทุนรวมที่น่าสนใจที่ให้เลือกอยู่มากมาย แต่การลงทุนไม่ได้จบแค่ซื้อกองไหนดี แต่ควรมองต่อไปถึงการวางแผนการเงินระยะยาว เพื่อให้การลงทุนของคุณเติบโตอย่างมีระบบ และไม่หลุดจากเป้าหมายกลางทาง

1. เริ่มจากเข้าใจตัวเองก่อนลงทุน

ก่อนเลือกกองทุน ควรรู้ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร ใช้เงินเมื่อไหร่ และรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

  • ระยะสั้น เน้นความปลอดภัย
  • ระยะยาว รับความผันผวนได้มากขึ้น

การตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวให้พร้อม เป็นพื้นฐานที่ดีที่จะช่วยให้คุณเลือกกองทุนได้เหมาะสมตั้งแต่ต้น

2. เลือกกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและการเงินของตัวเอง

ควรเริ่มจากการดูว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร และสถานะการเงินรองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน เพราะกองทุนแต่ละประเภทเหมาะกับบริบทที่ต่างกัน เช่น

  • กองทุนหุ้นต่างประเทศ
    เหมาะกับคนที่ต้องการเติบโตในระยะยาว และยอมรับความผันผวนได้ เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากบริษัทระดับโลก แต่ในระหว่างทางอาจมีช่วงที่มูลค่าลดลงได้
  • กองทุนผสม (Multi-Asset)
    เหมาะกับคนที่อยากได้ความสมดุลระหว่างการเติบโตและความเสี่ยง เนื่องจากมีทั้งหุ้นและตราสารหนี้ในกองเดียว ช่วยลดความผันผวน และไม่ต้องจัดพอร์ตเอง
  • กองทุนทองค
    เหมาะสำหรับใช้กระจายความเสี่ยงในพอร์ต โดยเฉพาะช่วงตลาดผันผวน แม้จะไม่ใช่ตัวสร้างผลตอบแทนหลัก แต่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตโดยรวมได้
  • กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
    เหมาะกับคนที่ต้องการความสม่ำเสมอ และรับความเสี่ยงได้น้อยกว่ากองทุนหุ้น ใช้เป็นส่วนช่วยลดความผันผวน หรือเป็นที่พักเงินระยะกลาง

3. ดูความสม่ำเสมอมากกว่าความหวือหวา

กองทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะสั้น แต่ควรโตได้ต่อเนื่องในระยะยาว
ลองดูผลงานย้อนหลังหลายปี และเปรียบเทียบกับกองทุนที่คล้ายกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานไม่ได้ดีแค่ช่วงสั้น ๆ

4. ลงทุนแบบทยอย (DCA) เพื่อลดความเสี่ยง

การทยอยลงทุนเป็นงวด ๆ เช่น ทุกเดือน จะช่วยเฉลี่ยต้นทุน และลดความกังวลเรื่องจังหวะตลาด
วิธีนี้เหมาะมากกับมือใหม่ เพราะไม่ต้องคาดเดาว่าควรซื้อเมื่อไหร่

5. ลงทุนต่อเนื่องและทบทวนแผนการลงทุน

แม้การเลือกกองทุนที่เหมาะสมจะสำคัญ แต่ความสม่ำเสมอในการลงทุนก็สำคัญไม่แพ้กัน การมีระบบช่วยจะทำให้คุณลงทุนได้ต่อเนื่องมากขึ้น เช่น การแบ่งเงินออมอัตโนมัติ หรือกำหนดงบลงทุนรายเดือน วิธีนี้จะช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์ และช่วยสร้างวินัยในการจัดสรรเงินไปในตัว

และอย่าลืมว่า แผนการลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอ ตามสถานการณ์หรือเป้าหมายที่เปลี่ยนไป โดยควรมีการทบทวนและปรับพอร์ตในทุก ๆ ปี เพื่อให้ยังคงสอดคล้องกับสถานะการเงินของคุณ

วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบด้วย MAKE by KBank

fund_fact_2.png เครื่องมืออย่าง MAKE by KBank สามารถช่วยจัดการเรื่องนี้ได้ ทั้งการแบ่งเงินเป็นสัดส่วน ตั้งงบ และตั้งลงทุนอัตโนมัติ ทำให้คุณค่อย ๆ สร้างพอร์ตได้โดยไม่รู้สึกกดดัน

MAKE by KBank ออกแบบมาให้คุณเห็นภาพเงินของตัวเองชัดขึ้น วางแผนได้ง่ายขึ้น และต่อยอดสู่การลงทุนได้อย่างมีระบบ ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่นอย่าง Cloud Pocket ที่ให้ผู้ใช้แยกเงินออกเป็นกระเป๋าย่อย ๆ จัดสรรเงินใช้ เงินออม และเงินลงทุนให้ชัด

  • เช่น สร้าง Cloud Pocket ชื่อ “ลงทุน” เพื่อแยกงบในส่วนของการลงทุนออกจากเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน

พร้อมมีฟีเจอร์ บันทึกและสรุปค่าใช้จ่าย ที่ช่วยให้เห็นสัดส่วนการใช้เงินอย่างชัดเจน

MAKE by KBank จึงไม่ได้เป็นแค่แอปเก็บเงิน แต่เป็นตัวช่วยให้คุณเริ่มลงทุนได้อย่างมีวินัย ปูพื้นฐานสู่เป้าหมายทางการเงินของคุณได้อย่างมั่นใจ

จัดการการเงินได้อย่างเป็นระบบ ทั้งจ่าย ออม และลงทุน ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้แล้ววันนี้ทาง App Store และ Google Play

กลับไปหน้าแรก

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ