สแกนเพื่อดาวน์โหลด
MAKE logo
MAKE logo

โอนเงินกี่ครั้งเสียภาษี ? ไขข้อสงสัยเกณฑ์ e-Payment พร้อมวิธีจัดระเบียบเงินให้อยู่รอด

# คำถามการเงินยอดฮิต

Money_transfer_tax.png เมื่อคุณรับเงินจากลูกค้าหรือมีคนโอนเงินเข้าบัญชีมาบ่อย ๆ อาจทำให้เริ่มกังวลไม่น้อยว่า “โอนเงินกี่ครั้งเสียภาษี” จริง ๆ แล้ว จำนวนครั้งที่รับโอนไม่ได้ทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มทันทีทันใด แต่ต้องดูว่าเงินนั้นมาจากอะไร และเข้าเกณฑ์ที่ธนาคารต้องรายงานข้อมูลหรือไม่ต่างหาก

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกณฑ์ e-Payment เพื่อแยกกรณีต่าง ๆ ว่าเงินโอนแบบไหนต้องนำมาคิดภาษี พร้อมแนะนำวิธีจัดเก็บหลักฐานและวางแผนเงินให้พร้อมหากต้องชี้แจงกับสรรพากร

โอนเงินบ่อยๆ เสี่ยงโดนภาษีจริงไหม? รวมเรื่องกังวลของคนโอนเงินเข้า-ออกบ่อย

โอนเงินบ่อยไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่ม เพราะต้องดูประเภทเงินได้และวิธีคำนวณภาษี ใครที่ขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ หรือโอนเงินในครอบครัว ต้องแยกเรื่องรายงานธุรกรรมออกจากเรื่องภาษีก่อน

โอนเงินเข้า-ออกบ่อย ผิดกฎหมายจริงไหม?

การโอนเงินเข้าออกบ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องผิดตามกฎหมาย หากเป็นธุรกรรมใช้จ่ายชีวิตประจำวันที่ถูกกฎหมายก็ทำได้ตามปกติ

โอนเงินให้คนในครอบครัวหรือโอนคืนเพื่อน จะถูกนับรวมไปคิดภาษีด้วยไหม?

เงินคืนค่าอาหารเพื่อนหรือเงินโอนข้ามบัญชีตัวเองไม่ใช่รายได้ใหม่ จึงไม่ต้องนำมาคิดภาษี ส่วนเงินที่ครอบครัวให้กันอาจได้รับยกเว้นตามเงื่อนไข แม้รายการรับโอนจะถูกนับเข้าเกณฑ์ e-Payment ก็ควรเก็บหลักฐานไว้ชี้แจงที่มาของเงิน

เงินเข้าบัญชีถี่ทุกวัน จะถูกสรรพากรเพ่งเล็งและเรียกตรวจย้อนหลังไหม?

ไม่ได้ถูกเรียกตรวจทุกบัญชีที่เงินเข้าบ่อย แต่หากข้อมูลรายได้ไม่สอดคล้องกัน อาจต้องชี้แจง จึงควรยื่นภาษีให้ถูกต้องและเก็บเอกสารไว้

กฎหมาย e-Payment คืออะไร ? สรุปเกณฑ์รับโอนเงินที่ธนาคารต้องส่งสรรพากร

กฎหมาย e-Payment ในเรื่องภาษี คือกฎหมายที่กำหนดให้ธนาคารและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์รายงานข้อมูลธุรกรรมฝากหรือรับโอนเงินบางกรณีให้กรมสรรพากร เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตตรส ซึ่งเพิ่มขึ้นตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562

การโอนเงินกี่ครั้งถึงเสียภาษีนั้น พิจารณาจาก e-Payment ซึ่งในที่นี้หมายถึงมาตรการรายงานธุรกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ให้ธนาคารและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ส่งข้อมูลแก่สรรพากร โดยมีเกณฑ์การพิจารณาที่ต้องทำความเข้าใจ คือ

เกณฑ์โอนเงินที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้สรรพากร

  • เงื่อนไขที่ 1 : ฝากหรือรับโอนในบัญชีธนาคารเดียวตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี ไม่จำกัดยอดรวม
  • เงื่อนไขที่ 2 : ฝากหรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปี และยอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ต้องครบทั้งสองเงื่อนไข

โดยธุรกรรมที่เข้าข่ายเงื่อนไขเหล่านี้ ธนาคารที่เปิดบัญชีจะเป็นผู้นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบ และยังไม่ถึงขั้นประเมินภาษี

ตัวอย่างจำนวนครั้งและยอดโอนเงินที่อาจต้องเสียภาษี

ธนาคารมีหน้าที่รายงานข้อมูลให้กรมสรรพากรเมื่อธุรกรรมเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ โดยนับรวมบัญชีที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวกันตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

  • รับโอน 3,500 ครั้ง รวม 100,000 บาทต่อปี: เข้าเกณฑ์รายงาน เพราะมีจำนวนครั้งตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป แม้ยอดเงินรวมจะไม่สูงมาก
  • รับโอน 500 ครั้ง รวม 3 ล้านบาทต่อปี: เข้าเกณฑ์รายงาน เพราะมีจำนวนครั้งตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดเงินรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
  • รับโอน 350 ครั้ง รวม 5 ล้านบาทต่อปี: ไม่เข้าเกณฑ์รายงานตามเงื่อนไขนี้ เพราะจำนวนครั้งไม่ถึงเกณฑ์ 400 ครั้ง แม้ยอดเงินรวมจะเกิน 2 ล้านบาทก็ตาม

ข้อควรรู้: การเข้าเกณฑ์รายงาน e-Payment ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีจากยอดเงินโอนทั้งหมด แต่กรมสรรพากรอาจนำข้อมูลไปตรวจสอบว่าเงินที่ได้รับเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษียังคงมีหน้าที่ยื่นภาษีตามปกติ แม้ธุรกรรมจะไม่เข้าเกณฑ์รายงานก็ตาม

เช็กให้ชัวร์ พฤติกรรมโอนเงินแบบไหนที่สรรพากรจับตาเป็นพิเศษ ?

Money_transfer_tax_02.png นอกจากจำนวนครั้งและยอดรับโอนแล้ว ที่มาของเงินและความสอดคล้องกับรายได้ที่แจ้งก็สำคัญ มาดูพฤติกรรมที่ควรเตรียมหลักฐานให้พร้อมเมื่อต้องชี้แจงกับสรรพากรกัน

เงินเข้าบัญชีถี่ไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แจ้งไว้

เช็กว่า มีรายได้เสริมที่ยังไม่ได้รวมในแบบภาษีหรือไม่ เช่น เงินเดือนพร้อมค่ารับงานนอกเวลา

รับเงินโอนจากหลายบัญชีโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ

เก็บข้อมูลผู้จ่ายและเหตุผลที่รับเงิน เช่น ค่าสินค้า เงินยืม หรือเงินคืนค่าใช้จ่าย เพื่ออธิบายที่มาที่ไปของแต่ละรายการได้

ยอดรับโอนสูงกว่ารายได้ที่ยื่นภาษีไว้มาก

หากยอดเงินเข้าบัญชีทั้งปีสูงกว่ารายได้ที่แจ้งในแบบ ภ.ง.ด. มาก อาจต้องชี้แจงส่วนต่างว่าเป็นรายได้ เงินยืม หรือเงินส่วนตัว พร้อมหลักฐานประกอบ

โอนเงินหมุนเข้าออกหลายบัญชี

การรับเงินแล้วโอนต่อไปหลายบัญชีเพื่อให้ยอดหรือจำนวนครั้งต่ำกว่าเกณฑ์ อาจทำให้ต้องชี้แจงเส้นทางเงิน โดยเฉพาะหากมีเจตนาปกปิดรายได้

ไม่ยื่นแบบภาษีหรือให้ข้อมูลเท็จ

ความเสี่ยงนี้เกิดจากการไม่ทำหน้าที่ทางภาษี หากตรวจพบว่าไม่ยื่นแบบทั้งที่มีหน้าที่ หรือแจ้งข้อมูลเท็จ อาจมีค่าปรับ เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกรณี

โอนเงินเข้าเกณฑ์ e-Payment ต้องจ่ายภาษีเพิ่มไหม?

การมีเงินโอนเข้าออกในบัญชีที่เข้าเกณฑ์ e-Payment จะต้องจ่ายภาษีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรายได้ที่ได้รับ ถ้าใช่ก็ต้องคำนวณตามปกติ แต่ถ้าไม่ใช่รายได้ ไม่ต้องคำนวณภาษี มาดูประเด็นที่หลายคนสงสัยกัน

เช็กด่วน เงินโอนประเภทไหนบ้างที่ต้องนำไปคิดภาษีเพิ่ม ?

ยอดขายออนไลน์ ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าบริการ และค่าเช่า ถือเป็นเงินได้ที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) ตามกฎหมาย ส่วนผลตอบแทนลงทุนจะมีเงื่อนไขต่างกันตามประเภทกันไป

รับเงินโอนแบบไหนที่ไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ?

เงินคืนค่าใช้จ่ายที่สำรองจ่ายและเงินย้ายบัญชีตัวเองไม่ใช่รายได้ใหม่ ส่วนเงินอุปการะหรือให้โดยเสน่หาจากพ่อแม่ ลูก หรือคู่สมรส ยกเว้นได้ในส่วนไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีภาษีตามเงื่อนไข จึงไม่ควรเหมารวมว่าเงินในครอบครัวปลอดภาษีทั้งหมด

เงินโอนของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล โดนภาษีเพิ่มไหม? มีวิธีเสียภาษีต่างกันอย่างไร ?

ทั้งสองแบบไม่ได้เสียภาษีเพิ่มเพราะ e-Payment แต่ใช้ฐานคำนวณต่างกัน ดังนี้

1. บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax):

โดยทั่วไปคำนวณจากเงินได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ใช้อัตราก้าวหน้า 0 - 35% ยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ตามประเภทเงินได้ การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริงต้องดูเกณฑ์ของรายได้นั้น และบางกรณีต้องเทียบวิธีคำนวณภาษีอีกวิธีด้วย

2. นิติบุคคล (Corporate Income Tax):

บริษัททั่วไปเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีที่ 20% ส่วน SME ที่เข้าเงื่อนไขใช้อัตรา 0%, 15% และ 20% ตามช่วงกำไร หักรายจ่ายตามหลักฐานและกฎหมาย โดยทั่วไปต้องยื่น ภ.ง.ด.50 และ 51 ตามหน้าที่

ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ขายสินค้าหรือบริการซึ่งไม่ยกเว้น VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ ไม่ใช่ดูยอดเงินเข้าบัญชีทั้งหมด

ถ้าถูกสรรพากรเรียกจ่ายภาษี ต้องรับมือยังไงบ้าง ?

ถ้าคุณได้รับหนังสือจากสรรพากรมาแล้ว อย่าเพิ่งตกใจและกังวลไป เพราะอาจเป็นเพียงการขอข้อมูลเพิ่มเติม มาดูกันว่าควรเตรียมคำตอบและเอกสารอะไรบ้าง เพื่อให้สามารถชี้แจงกับสรรพากรได้ชัดเจน

คำถามหลักที่ต้องตอบเจ้าหน้าที่สรรพากรให้ได้

สิ่งสำคัญคืออธิบายได้ว่าเงินที่เข้าบัญชีมาจากใครและโอนมาเพื่ออะไร จึงควรเตรียมคำตอบให้ชัด พร้อมหลักฐานประกอบในแต่ละรายการ

  • แยกประเภทเงิน: ระบุว่ายอดไหนเป็นรายได้จากค้าขายหรือรับจ้าง และยอดไหนเป็นเงินยืม เงินคืนค่าใช้จ่าย หรือเงินย้ายบัญชีตัวเอง
  • อธิบายที่มา: หากเงินเข้าก้อนใหญ่หรือถี่ขึ้น ให้เล่าว่าเกิดจากอะไร เช่น จัดโปรโมชันหรือรับงานโครงการใหญ่ พร้อมเอกสารยืนยัน
  • ให้ข้อมูลตามจริง: ชี้แจงให้ตรงกับ Statement และหลักฐานอื่น เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ชัดเจน

เอกสารสำคัญที่ควรจัดเตรียมไว้ให้พร้อมชี้แจง มีอะไรบ้าง

จัดเอกสารเป็นหมวดตามรายการที่เจ้าหน้าที่ขอ เพื่อให้ค้นหาและเทียบกับยอดเงินเข้าบัญชีได้ง่าย

  • เอกสารยืนยันตัวตนและธุรกิจ: บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเอกสารจดทะเบียนพาณิชย์และนิติบุคคล หากเกี่ยวข้อง
  • รายการเดินบัญชี (Statement): เตรียมข้อมูลของทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยหากใช้บัญชี MAKE by KBank สามารถขอ Statement ย้อนหลังผ่านแอปได้ ส่วนสมุดบัญชีใช้ประกอบข้อมูลบัญชี
  • หลักฐานรายได้: ใบ 50 ทวิ ใบเสร็จ สัญญาจ้าง และใบแจ้งหนี้
  • หลักฐานซื้อขายและโอนเงิน: สลิป แชตสั่งซื้อ รายงานยอดขายจาก Marketplace และหลักฐานจัดส่งสินค้า
  • หลักฐานยื่นและชำระภาษี: แบบ ภ.ง.ด.90/91 หรือ ภ.พ.30 ตามกรณี พร้อมหลักฐานชำระภาษี หากเคยยื่นไว้

3 เทคนิคจัดการเงินโอนเข้า-ออกให้สบายใจ หายเครียดเรื่องภาษี

Money_transfer_tax_03.png หมดกังวลใจไปได้เลยว่า โอนเงินเข้าออกกี่ครั้งเสียภาษี ถ้ารู้ที่มาของเงินและเก็บหลักฐานให้ครบ มาลองใช้เทคนิคจัดการเงินโอนเข้า-ออกด้วย MAKE by KBank กัน

1.สร้างนิสัยแยกบัญชีธุรกิจ และเงินใช้จ่ายส่วนตัว

แยกเงินค้าขายหรือรับจ้างออกจากเงินส่วนตัว เพื่อให้สรุปรายได้ง่ายขึ้น ใช้ Cloud Pocket แบ่งกระเป๋า “รายรับร้านค้า” “ค่าใช้จ่ายส่วนตัว” และ “ค่าใช้จ่ายในบ้าน” ได้ในบัญชีเดียว

2.บันทึกรายรับ-รายจ่าย และจัดเก็บหลักฐานทุกครั้งที่โอนเงิน

จดที่มาของเงินและเก็บสลิปหรือใบเสร็จให้เป็นระบบ ใช้ Chat Banking แนบโน้ตและรูปประกอบรายการ พร้อมดูภาพรวมรายรับรายจ่ายผ่าน Expense Summary และส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ CSV

3.เตรียมเอกสาร Statement และสรุปยอดธุรกรรมให้พร้อมตรวจสอบเสมอ

ตรวจยอดเงินกับหลักฐานเป็นประจำ และขอ Statement ผ่านแอป MAKE by KBank ย้อนหลังได้สูงสุด 6 เดือน จึงควรทยอยเก็บให้ครบปี เพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีหรือชี้แจงที่มาของเงิน

แทนที่จะกังวลว่าโอนกี่ครั้งเสียภาษี มาเริ่มจัดระเบียบเงินตั้งแต่วันนี้ ให้ MAKE by KBank ช่วยติดตามเงินเข้าออก พร้อมเก็บหลักฐานไว้ จะได้ไม่ต้องรื้อค้นย้อนหลังเมื่อถึงเวลาใช้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MAKE by Kbank และใช้งานได้ทาง ​App Store และ Google Play

กลับไปหน้าแรก

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ