

เครดิตเงินคืน (Cashback) คือหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของการใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่า แต่มันกลับเป็นออะไรที่หลายคนกลับไม่ค่อยได้ใช้ หรือยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร แตกต่างจากส่วนลดและคะแนนสะสมอย่างไร และต้องใช้อย่างไรถึงจะได้คืนจริง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเครดิตเงินคืนแบบง่าย ๆ เพื่อให้ใช้บัตรเครดิตได้คุ้มค่ามากขึ้นในทุกการใช้จ่าย
เครดิตเงินคืน หรือ Cashback คือ เงินคืนที่ได้รับจากการใช้บัตรเครดิต โดยมักคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดใช้จ่าย และได้คืนกลับมาในรูปแบบของเครดิตลดหนี้ โดย Cashback อาจคิดเป็น 1%, 2% ของยอดที่ใช้บัตรจ่าย หรืออาจสูงถึง 5-10% ในหมวดที่กำหนด เช่น น้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือคาเฟ่
ตัวอย่าง: หากใช้บัตรเครดิต 2,000 บาท และบัตรให้ Cashback 2% ก็หมายความว่าจะได้รับเครดิตเงินคืน 40 บาท เพื่อนำไปหักจากยอดบิลในอนาคต
เครดิตเงินคืนไม่ได้มีทุกครั้งที่รูดจ่ายบัตร แต่จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการ เช่น
ที่สำคัญ เครดิตเงินคืนไม่ใช่เงินสด ไม่สามารถโอนเข้าบัญชีได้ แต่เป็นเครดิตที่จะถูกหักออกจากยอดค่าใช้จ่ายในบิลถัดไป ซึ่งก็สามารถช่วยประหยัดเงินได้ไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายเป็นประจำ
กระบวนการรับเครดิตเงินคืนจะเริ่มต้นตั้งแต่รูดบัตรซื้อสินค้าหรือบริการที่อยู่ในเงื่อนไขรับ Cashback จากนั้นธนาคารจะคำนวณยอดเงินคืนตามการใช้จ่ายทั้งหมดภายในรอบบิล แล้วจึงนำมาหักลบออกจากยอดค่าใช้จ่ายในรอบบิลถัดไป
สมมติว่า คุณใช้บัตรเครดิตในวันที่ 1 ของเดือน และรอบบิลของคุณปิดวันที่ 15 ธนาคารจะคำนวณเงินคืนจากการใช้จ่ายวันที่ 1-15 แล้วนำเครดิตเงินคืนมาหักออกจากบิลที่คุณจะได้รับประมาณวันที่ 30 ของเดือนนั้น หรือรอบบิลถัดไปตามที่ธนาคารกำหนด
อย่างไรก็ตาม บางบัตรเครดิตอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อเดือน หรือต้องใช้จ่ายครบตามจำนวนที่กำหนดก่อน ถึงจะได้รับเงินคืน ดังนั้นควรอ่านรายละเอียดโปรโมชั่นให้ละเอียดก่อนสมัครหรือใช้งาน
ก่อนที่จะเริ่มใช้บัตรเครดิตเพื่อสะสมเงินคืน มีข้อควรระวังบางประการที่คุณควรรู้ไว้ เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์หรือเสียประโยชน์ที่ควรจะได้
ทั้งเครดิตเงินคืน และคะแนนสะสม ก็ถือเป็นสิทธิพิเศษที่ได้รับจากการใช้บัตรเครดิต แต่กลไกการทำงานและวิธีการรับไม่เหมือนกัน
เครดิตเงินคืนคือรูปแบบของการได้รับส่วนลดในรูปแบบของเครดิตที่หักออกจากบิลถัดไป ไม่ต้องรอสะสม เหมาะสำหรับคนที่อยากประหยัดค่าใช้จ่ายในรอบบิลทันที
ข้อดีของ Cashback:
ข้อจำกัดของ Cashback:
คะแนนสะสมคือระบบสิทธิพิเศษที่จะได้รับคะแนนจากการใช้จ่าย แล้วนำคะแนนเหล่านั้นไปแลกเป็นของรางวัล ส่วนลด ไมล์สะสมสายการบิน หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามที่แต่ละธนาคารหรือโปรแกรมจัดเตรียมไว้
ข้อดีของคะแนนสะสม:
ข้อจำกัดของคะแนนสะสม:
สรุปสั้น ๆ ก็คือ:
เครดิตเงินคืนได้ตามเปอร์เซ็นที่กำหนด ใช้ได้เลยในรอบบิลถัดไป และไม่มีวันหมดอายุ ส่วนคะแนนสะสมขึ้นอยู่กับสินค้าและเงื่อนไข ต้องสะสมก่อนแลก และมีวันหมดอายุนั่นเอง
การได้ Cashback เยอะ ไม่ได้มาจากการรูดเยอะ แต่เกิดจากการ “วางแผนใช้” อย่างมีวินัย เทคนิคต่อไปนี้จะช่วยให้ได้เครดิตเงินคืนเต็มสิทธิ์ โดยไม่สร้างภาระหนี้
1. ตั้งงบใช้บัตรเครดิตรายเดือนให้ชัด - กำหนดงบที่จ่ายได้จริงในแต่ละเดือน จะช่วยให้รู้ขีดจำกัดการใช้จ่าย ไม่เผลอใช้เกินตัว
2. เลือกใช้บัตรให้ตรงหมวดที่ได้เครดิตคืนสูง - บัตรเครดิตแต่ละใบให้ Cashback ไม่เท่ากัน
ควรใช้บัตรเฉพาะหมวดที่ได้คืนสูงสุด เช่น ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ หรือร้านอาหาร
3. จ่ายเต็มทุกเดือน ป้องกันดอกเบี้ย - ดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงกว่าผลตอบแทนจาก Cashback หากไม่จ่ายเต็ม เงินคืนที่ได้มาอาจไม่พอชดเชยดอกเบี้ย
4. ใช้ MAKE by KBank ช่วยบริหารเงิน - การมีตัวช่วยจัดการเงิน ทำให้การใช้บัตรเครดิตง่ายและปลอดภัยขึ้น เช่น
รวมถึงสามารถแยก Cloud Pocket เพื่อออมเงินมูลค่าเท่ากับเครดิตเงินคืนไว้โดยเฉพาะ แล้วนำไปใช้กับของที่อยากได้ ตัวอย่างเช่น ตั้งงบ 5,000 บาท/เดือน ในหมวด Cashback 5% และได้เงินคืน 250 บาท/เดือน = สามารถเห็นภาพรวมว่าประหยัดได้ถึง 3,000 บาท/ปี
เครดิตเงินคืน คือ เครื่องมือช่วยประหยัดเงินสำหรับคนชอบใช้บัตร ถ้าเข้าใจเงื่อนไข ใช้อย่างมีวินัย และเลือกบัตรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ ก็สามารถเปลี่ยนการใช้จ่ายประจำวัน ให้กลายเป็นเงินคืนได้จริง
และถ้ากำลังมองหาทางเลือกที่ช่วยจัดการบัตรเครดิตง่ายขึ้น ผู้ใช้สามารถสมัครบัตรเครดิตผ่านแอป MAKE by KBank ได้ง่าย ๆ เพียงเข้าไปที่ Banking แล้วเลือกเมนู **“บัตรเครดิต”**อีกทั้งยังมี Cloud Pocket “เตรียมจ่ายบัตรเครดิต” ที่สามารถตั้งแจ้งเตือนวันที่กำหนดจ่ายรอบบิลได้
วางแผนการใช้บัตรเครดิตให้เป็นระบบ คุ้มค่า และสะดวก ดาวน์โหลด MAKE by KBank วันนี้ที่ App Store และ Google Play