

(https://makebykbank.kbtg.tech/media/Tax_for_online_shop_2_9499236e74/Tax_for_online_shop_2_9499236e74.png) พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายคนคงจะกังวลไม่น้อยเลยว่า ขายของออนไลน์ ต้องเสียภาษีไหม? เพราะรายได้ที่เข้ามาแต่ละวันไม่เท่ากัน บางวันก็ได้ยอดถึงหลักหมื่นหลักแสน ส่วนอีกกลับมีรายได้ไม่กี่พัน อาจไม่แน่ใจได้ว่า เข้าข่ายต้องเสียภาษีหรือเปล่า? บทความนี้จะพาพ่อค้าแม่ค้าทุกคนไปทำความเข้าใจถึงภาษีขายของออนไลน์กัน เพื่อให้สามารถวางแผนลดหย่อนภาษีและแบ่งเบาภาระทางการเงินได้มากขึ้น
การขายของออนไลน์ ก็คือการหารายได้แบบหนึ่ง จึงต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40(8) ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรไม่ต่างจากอาชีพค้าขายทั่วไป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะขายของผ่านช่องทาง Shopee, Lazada, Facebook หรือ TikTok และมีรายได้มากน้อยแค่ไหน พ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ก็ต้องยื่นภาษีทั้งหมด โดยภาษีที่เกี่ยวข้องนั้นอาจไม่ได้มีแค่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ต้องชำระเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดด้วย
ยกตัวอย่างเช่น นาย A เปิดร้านขายของออนไลน์เป็นงานเสริม มีรายได้รวม 600,000 บาทต่อปี เพราะฉะนั้น นาย A จะต้องเสียภาษีร้านค้าออนไลน์ โดยยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีต่อกรมสรรพากรนั่นเอง
เมื่อรู้แล้วว่าอาชีพขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีทุกปีไม่ต่างจากอาชีพอื่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จะต้องรู้จักภาษีประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้สามารถวางแผนภาษีได้ถูกต้อง และไม่ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยมีภาษีที่ต้องศึกษาให้เข้าใจ ได้แก่
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นภาษีหลักของอาชีพค้าขาย โดยรายได้จากการขายของออนไลน์ต้องนำมาคำนวณรวมกับรายได้อื่น ๆ และยื่นแบบภาษีประจำปี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือภาษีที่ผู้ขายทำหน้าที่ “เรียกเก็บจากลูกค้าแทนรัฐ” ไม่ใช่ภาษีที่ร้านต้องแบกรับเองทั้งหมด โดยร้านค้าออนไลน์จะต้องจดทะเบียน VAT เมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และเรียกเก็บ VAT 7% เพิ่มจากราคาสินค้า
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ขายผ่านแพลตฟอร์มบางประเภท หรือมีรายได้จากหน่วยงานที่มีการหักภาษีไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ร้านที่มีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี จะต้องจด VAT และยื่นแบบภาษีอย่างสม่ำเสมอ
สงสัยกันใช่ไหมว่า คนที่ทำอาชีพค้าขายออนไลน์ยื่นภาษีอย่างไร? ซึ่งคำตอบก็คือ ยื่นภาษีและเสียภาษีตามขั้นตอนเหมือนกับอาชีพค้าขายทั่วไปเลย โดยอันดับแรกเราจะต้องเข้าใจก่อนว่า ขายของออนไลน์เสียภาษีเท่าไหร่ จากนั้นก็คำนวณรายได้สุทธิและยื่นแบบให้ถูกต้อง
เรารู้กันไปแล้วว่า ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายของออนไลน์ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งภาษีแต่ละประเภทมีวิธีคำนวณภาษีที่ต่างกัน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อมีรายได้เข้ามาจะต้องคิดเงินได้สุทธิออกมาก่อน โดยคิดจากสูตร
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี – หักค่าใช้จ่าย – หักค่าลดหย่อน
จากนั้นคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายด้วยสูตร เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี ซึ่งใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได (0 - 35%) ก็จะได้ตัวเลขภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกมา
ตัวอย่าง
นาย B ขายของออนไลน์ มีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ของรายได้ และมีค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวอีก 60,000 บาท จะต้องเสียภาษีในปีนี้เท่าไหร่?
อันดับแรกจะต้องหาเงินได้สุทธิก่อน โดยมีวิธีคำนวณ คือ เงินได้สุทธิ = รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อนภาษี
= 1,000,000 - 600,000 - 60,000
= 340,000 บาท
จากนั้น นำรายได้สุทธิ 340,000 บาท ไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได แล้วเอาอัตราภาษีแต่ละขั้นมารวมกัน
ขั้นที่ 1 : 0 - 150,000 บาท = ยกเว้นภาษี
ขั้นที่ 2 : 300,000 - 150,000 x 5% = 7,500
ขั้นที่ 3 : 340,000 - 300,000 x 10% = 4,000
ดังนั้น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องเสียทั้งหมด = 7,500 + 4,000 = 11,500 บาท
ในขณะเดียวกัน ถ้าร้านขายของออนไลน์มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มีรายได้เกินเกณฑ์ และเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของราคาสินค้า และบริการ
โดยมีหลักการคิด VAT ง่าย ๆ ก็คือ นำ “ภาษีขาย” หักด้วย “ภาษีซื้อ” แล้วนำส่งเฉพาะส่วนต่างให้กรมสรรพากร โดยภาษีซื้อคือ VAT ที่ร้านจ่ายตอนซื้อสินค้าหรือบริการจากคู่ค้าที่จด VAT เช่นกัน ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่ร้านเรียกเก็บจากลูกค้าเวลาขายสินค้า
วิธียื่นภาษีของพ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีให้ครบก่อน จากนั้นยื่นภาษีที่เกี่ยวข้องตามวิธีด้านล่างนี้
ยกตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้ 800,000 บาทต่อปี เมื่อรวมรายได้ทั้งปีแล้วให้นำมาคำนวณรายได้สุทธิ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ก่อนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบ e-Filing ภายในเดือนเมษายนตามที่กรมสรรพากรกำหนด
เมื่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ขายของได้กำไรมากขึ้น ธุรกิจก็ย่อมเติบโตตามไปด้วย และหนึ่งในคำถามที่ตามมาคือควรดำเนินธุรกิจในรูปแบบไหนดี เพราะการขายของออนไลน์สามารถทำได้ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งมีวิธีคำนวณและภาระภาษีที่แตกต่างกัน ดังนี้
ร้านค้าขายของออนไลน์รูปแบบบุคคลธรรมดาจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนร้านค้าออนไลน์รูปแบบนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีหัก ณ ที่จ่ายในบางกรณี แต่สิ่งสำคัญที่พ่อค้าแม่ค้าพลาดไม่ได้ก็คือ เมื่อร้านออนไลน์ขายดีเทน้ำเทท่า จะมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย
การจดทะเบียนธุรกิจช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้าและคู่ค้า อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้วางแผนภาษีได้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น การจัดการค่าใช้จ่าย การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น เปิดร้านค้าออนไลน์ ขายดีมีคนอุดหนุนร้านทุกวัน จนมีรายได้ต่อปีเกิน 2 ล้านบาท แต่เพราะแค่เปิดร้านค้าขายของในอินเทอร์เน็ตเฉย ๆ จะถือว่ายังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลแยกออกมา แต่สิ่งที่ร้านค้าต้องทำจริง ๆ ก็คือ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และดำเนินการชำระภาษีทุกเดือนนั่นเอง
เมื่อรู้กันไปแล้วว่า ขายของออนไลน์เสีภาษียังไง หากอยากจัดการภาษีขายของออนไลน์ให้ราบรื่น สามารถเริ่มได้ด้วยการวางระบบการเงินที่ดีตั้งแต่ต้น เพราะการจัดการเป็นขั้นตอนจะช่วยลดความผิดพลาด และป้องกันปัญหาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคต โดยมีเคล็ดลับบริหารเงินง่าย ๆ คือ
อีกหนึ่งตัวช่วยคือการใช้ MAKE by KBank เพื่อบริหารเงินภาษี โดยใช้ฟีเจอร์ Cloud Pocket ที่ออกแบบมาให้จัดการเงินได้เป็นสัดส่วน ช่วยให้การเตรียมภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น
ตัวอย่างการจัดการเงินภาษี : หากร้านมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท และตั้งกันเงินภาษีไว้ 7% จะมีเงินสำรองภาษีประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน ช่วยให้เมื่อถึงเวลายื่นภาษีไม่ต้องเร่งหาเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว
ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้เลยทั้งบน App Store และ Google Play