สแกนเพื่อดาวน์โหลด
MAKE logo
MAKE logo

สรุปครบ! กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ลาออกได้เงินเท่าไหร่ ต้องเสียภาษีไหม?

# คำถามการเงินยอดฮิต# อายุ 30+ ต้องรู้

Provident Fund.png กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ลาออกได้เงินเท่าไหร่? เป็นคำถามที่อยู่ในใจคนทำงานหลาย ๆ คนที่กำลังอยากลงทุนและวางแผนชีวิต เมื่อลาออกจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินที่จะได้รับมีอยู่ 4 ส่วน คือ เงินสะสม ผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินสมทบ โดยเงินก้อนนี้ อาจต้องเสียภาษีในบางส่วนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอายุงานและอายุผู้รับเงิน

เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นหนึ่งในเงินออมที่มีมูลค่าสูง จากการสะสมต่อเนื่องมาหลายปี และมีผลโดยตรงต่อการวางแผนการเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว การเข้าใจเงื่อนไขของกองทุนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลาออก จะช่วยให้วางแผนการเงินได้รอบคอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินสำรองระหว่างหางานใหม่ การวางแผนภาษี หรือการต่อยอดเงินออมไปสู่เป้าหมายในอนาคต

กองทุนสํารองเลี้ยงชีพคืออะไร สำคัญกับการลาออกอย่างไร

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือกองทุนออมเงินระยะยาวที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันสะสมเงิน เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในอนาคต โดยลูกจ้างจะถูกหักเงินจากเงินเดือนเข้ากองทุนตามอัตราที่เลือกไว้ และนายจ้างจะสมทบเงินให้เพิ่มเติมตามเงื่อนไขของบริษัท

ในช่วงที่ยังทำงานอยู่ เงินในกองทุนจะเติบโตจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • เงินสะสมของลูกจ้าง
  • เงินสมทบจากนายจ้าง
  • ผลตอบแทนจากการลงทุนตามนโยบายกองทุน

ทำไมการลาออกจึงกระทบการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เมื่อเกิดการ “ลาออก” สถานะการเป็นสมาชิกกองทุนจะสิ้นสุดลงทันที ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรต่อไป ประเด็นหลักที่ต้องคำนึงถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกมีดังนี้

  • เงินลงทุนไม่เติบโตเหมือนเดิม หากถอนเงินออกมา ก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนระยะยาวตามนโยบายกองทุน

  • ต้องตัดสินใจเรื่องเงินก้อนใหญ่ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะถอน โอนย้าย หรือฝากไว้กับกองทุนเดิม แต่ละทางเลือกส่งผลต่ออนาคตการเงินต่างกัน ดังนั้นต้องวางแผนคำนวณให้ดี

  • มีผลต่อภาษีเงินได้ หากถอนออกมาใช้ทันที อาจต้องนำเงินบางส่วนไปคำนวณภาษี ทำให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น

  • กระทบแผนเกษียณในระยะยาว การตัดสินใจผิดพลาดอาจทำให้เงินออมเพื่อเกษียณสะดุด หรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

การตัดสินใจเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกจึงมีความสำคัญมาก เพราะส่งผลทั้งต่อจำนวนเงินที่ได้รับจริง ภาระภาษี และเงินออมระยะยาว หากไม่ทำความเข้าใจในเงื่อนไขให้ดี อาจเผลอตัดสินใจถอนเงินออกมาใช้จนเสียโอกาสทางการเงินในอนาคตได้

คำนวณเงินหลังลาออก ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่บ้าง

จำนวนเงินที่ได้รับหลังลาออกอาจจะไม่เท่ากันในแต่ละคน เพราะเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยเงิน 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  • **เงินส่วนที่ 1: เงินสะสมของลูกจ้าง
    **เป็นเงินที่ถูกหักจากเงินเดือนของเราเองตลอดระยะเวลาที่ทำงาน เงินส่วนนี้ถือเป็นสิทธิของลูกจ้างเต็มจำนวน ไม่ว่าจะลาออกเมื่อใดก็มีสิทธิได้รับทั้งหมด
  • **เงินส่วนที่ 2: เงินสมทบจากนายจ้าง
    **เงินสมทบจะได้รับมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกองทุน โดยส่วนใหญ่บางบริษัทอาจให้เงินสมทบเต็มจำนวนเมื่อทำงานครบตามเกณฑ์ เช่น ทำงานครบ 5 ปี แต่หากลาออกก่อนกำหนด อาจได้รับเพียงบางส่วนหรือไม่ได้รับเลย
  • เงินส่วนที่ 3: ผลประโยชน์จากเงินสะสม

เป็นส่วนที่ได้จากการลงทุนสะสมเงินในแต่ละเดือน ผลตอบแทนส่วนนี้ เป็นสิทธิของลูกจ้างเต็มจำนวน และจะเพิ่มหรือลดตามผลการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา

  • เงินส่วนที่ 4: ผลประโยชน์จากเงินสมทบ

เป็นผลตอบแทนจากเงินสมทบของนายจ้าง โดยการได้รับผลประโยชน์ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกองทุน เช่นเดียวกับเงินสมทบ หากกองทุนกำหนดว่าได้รับเงินสมทบเพียง 50% ผลประโยชน์จากเงินสมทบก็จะได้รับเพียง 50% ตามสัดส่วนเดียวกัน

ตัวอย่างการคำนวณเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กรณีมีผลประโยชน์จากการลงทุน)

  • เงินเดือน: 30,000 บาท

  • สะสมเข้ากองทุน: 5% = 1,500 บาท / เดือน

  • นายจ้างสมทบ: 5% = 1,500 บาท / เดือน

  • ระยะเวลาทำงาน: 3 ปี (36 เดือน)

  • เงื่อนไขกองทุน: ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ 50% หากทำงานไม่ครบ 5 ปี

  • สมมติอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุน: 4% ต่อปี

เงินที่จะได้รับหลังลาออก

เงินส่วนที่ 1: เงินสะสมของลูกจ้าง

1,500 × 36 = 54,000 บาท

เงินส่วนที่ 2: เงินสมทบจากนายจ้าง

1,500 × 36 × 50% = 27,000 บาท

ผลประโยชน์จากการลงทุน

**เงินส่วนที่ 3: ผลประโยชน์จากเงินสะสมของลูกจ้าง
**จากเงินสะสมรวม 54,000 บาท เมื่อมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 4% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 3 ปี

3,500 บาท

*ผลประโยชน์ส่วนนี้ ลูกจ้างได้รับ เต็มจำนวน 100%

**เงินส่วนที่ 4: ผลประโยชน์จากเงินสมทบของนายจ้าง
**จากเงินสมทบรวม 54,000 บาท แต่มีสิทธิได้รับเพียง 50% ตามเงื่อนไขกองทุน คิดเป็นเงินลงทุน 27,000 บาท ผลตอบแทนจากการลงทุน (4% ต่อปี ตลอด 3 ปี)

1,700 บาท

สรุปเงินทั้งหมดที่ได้รับหลังลาออก:

  • เงินสะสมของลูกจ้าง: 54,000 บาท
  • เงินสมทบจากนายจ้าง: 27,000 บาท
  • ผลประโยชน์จากเงินสะสม: 3,500 บาท
  • ผลประโยชน์จากเงินสมทบ: 1,700 บาท

รวมเงินที่ได้รับทั้งหมด86,200 บาท

ดังนั้นจำนวนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการสะสม เงินเดือน ระยะเวลาการทำงาน และข้อบังคับของกองทุนที่เข้าร่วมอยู่

กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ถ้าลาออก ได้เงินเมื่อไหร่ ใช้เวลากี่วัน

หลังจากลาออกและส่งเอกสารครบถ้วนแล้ว การได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะใช้เวลาประมาณ 15-45 วันทำการ ระยะเวลาที่เงินเข้าช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ขั้นตอนการดำเนินงานของฝ่ายบุคคลบริษัทเดิม
  • ความรวดเร็วในการส่งข้อมูลให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)
  • วิธีการจัดการเงิน เช่น รับเงินสดหรือโอนย้ายไปกองทุนอื่น

ด้วยเหตุนี้ คนที่กำลังจะลาออกควรเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องระหว่างรอเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

หลังลาออก กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ต้องเสียภาษีไหม

Provident Fund_01.png เรื่องการเสียภาษีถือเป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออก อาจต้องเสียภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังนี้

กรณีเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี

  • ต้องเป็นสมาชิกกองทุนมามากกว่า 5 ปีต่อเนื่อง
  • มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

หากเข้าเงื่อนไขทั้งหมดนี้ เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับการ ยกเว้นภาษีทั้งหมด

กรณีไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี

  • ลาออกก่อนอายุ 55 ปี และอายุสมาชิกกองทุน ไม่ถึง 5 ปี

กรณีนี้ ผู้รับเงินกองทุนจะต้องสียภาษีในส่วนของ เงินสมทบ ผลประโยชน์จากเงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินสะสม โดยจะนำไปคำนวณรวมเป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  • ลาออกก่อนอายุ 55 ปี แต่อายุงานเกิน 5 ปี สามารถยื่นภาษีแยกได้

ในกรณีที่เป็นสมาชิกกองทุนมา เกิน 5 ปี แต่อายุยังไม่ครบ 55 ปี ผู้รับเงินสามารถเลือก ยื่นภาษีแยกเฉพาะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระภาษีในบางกรณี

โดยวิธีการยื่นภาษีแยก คือ นำเงินที่ต้องเสียภาษีจากกองทุน (เงินสมทบ + ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง) มาเฉลี่ยตามจำนวนปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีแยกจากรายได้ประจำทั้งปี

ข้อควรระวัง

  • หากถอนเงินออกมาใช้ทันที อาจทำให้รายได้ในปีนั้นสูงขึ้น และต้องเสียภาษีเพิ่ม

ทางเลือกช่วยลดภาระภาษี

  • เลือกโอนเงินไป RMF for PVD ช่วยเลื่อนการเสียภาษี และสามารถรักษาเงินออมเพื่อการเกษียณให้เติบโตต่อ

*RMF for PVD หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งสามารถเลือกลงทุนตามนโยบายกองทุนที่เราสนใจได้

ลาออกแต่ไม่ออกจากกองทุนสํารองเลี้ยงชีพได้ไหม มีทางเลือกอะไรบ้าง

หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อลาออกแล้วจำเป็นต้องถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทันทีหรือไม่ คำตอบคือ มีหลายทางเลือก ให้พิจารณาดังนี้

1. รับเงินออกมาเป็นเงินสด

  • ข้อดี: เหมาะกับคนที่จำเป็นต้องใช้เงินในระยะสั้น
  • ข้อเสีย: ต้องระวังเรื่องภาษีและโอกาสเสียเงินออมในระยะยาว

2. โอนย้ายไปกองทุนของบริษัทใหม่ หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่รองรับ (RMF for PVD)

  • ข้อดี: ช่วยให้เงินยังคงเติบโตต่อเนื่อง ลดภาระภาษี ยังรักษาเงินเกษียณ
  • ข้อเสีย: ต้องลงทุนต่อเนื่อง ไม่สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ทันที

3. ฝากไว้กับกองทุนเดิม (กรณีที่กองทุนอนุญาต) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมไม่เกิน 500 บาทต่อปี

  • ข้อดี: ไม่ต้องตัดสินใจถอนหรือโอนทันที เหมาะกับคนที่ยังวางแผนไม่ชัด ลดความเสี่ยงเสียภาษีจากการถอนเงินก่อนเวลา
  • ข้อเสีย: ไม่มีเงินสมทบจากนายจ้างอีกต่อ ทางเลือกการลงทุนอาจจำกัด และต้องรับภาระค่าธรรมเนียมเอง

ผลกระทบระยะยาวต่อเงินเกษียณ และแนวคิดการตัดสินใจตามช่วงอายุ

วัยทำงานตอนต้น (อายุประมาณ 20–35 ปี)

  • การโอนกองทุนมักเหมาะกว่า เพราะยังมีเวลาให้เงินเติบโตยาว
  • การถอนออกมาใช้เร็ว อาจทำให้เงินเกษียณหายไปหลายเท่าในอนาคต

วัยทำงานตอนกลาง (อายุประมาณ 36–50 ปี)

  • ควรพิจารณาโอนย้ายกองทุนเป็นหลัก เพื่อรักษาเงินออมและวางแผนภาษี
  • ถอนเฉพาะกรณีจำเป็นจริง ๆ และมีแผนเก็บเงินทดแทน

วัยใกล้เกษียณ (อายุ 50 ปีขึ้นไป)

  • อาจเลือกแนวทางผสม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นด้านเงินสด
  • หากเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี การถอนอาจไม่กระทบมากนัก

เตรียมตัวก่อนลาออกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วางแผนเพื่อประโยชน์สูงสุด

Provident Fund_02.png ก่อนตัดสินใจลาออกจากงาน ควรเตรียมตัวเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เงินออมก้อนสำคัญสะดุด

1. ตรวจสอบสิทธิเงินสมทบและเงื่อนไขกองทุนให้ชัดเจน

2.วางแผนภาษีล่วงหน้า เลือกวิธีจัดการเงินกองทุนให้เหมาะกับสถานการณ์

3. เลือกทางเลือกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินระยะสั้นและระยะยาว

4. จัดการเงินก้อนที่ได้รับให้เป็นสัดส่วน

การใช้ตัวช่วยอย่าง MAKE by KBank ซึ่งมี Cloud Pocket ฟังก์ชันสำหรับแยกกระเป๋าเงิน ที่สามารถช่วยให้วางแผนและบริหารการเงินหลังลาออกได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยอาจแบ่งได้ดังนี้

  • กันเงินบางส่วนไว้เป็นเงินสำรองระหว่างหางานใหม่
  • แยกเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ได้รับมาไว้ใน Cloud Pocket เพื่อให้ไม่ปนกับเงินใช้จ่ายประจำ
  • วางแผนภาษีและต่อยอดเงินออมได้ชัดเจนขึ้น

MAKE by KBank ช่วยให้การบริหารเงินตั้งแต่เริ่มวางแผนจัดการเงินไปจนถึงการวางแผนเกษียณ เมื่อภาพการเงินชัดขึ้น การตัดสินใจเรื่องเงินก็มั่นใจขึ้น และชีวิตก็เดินต่อได้แบบไม่ต้องกังวลเกินจำเป็น

กลับไปหน้าแรก

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ