

กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ลาออกได้เงินเท่าไหร่? เป็นคำถามที่อยู่ในใจคนทำงานหลาย ๆ คนที่กำลังอยากลงทุนและวางแผนชีวิต เมื่อลาออกจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินที่จะได้รับมีอยู่ 4 ส่วน คือ เงินสะสม ผลประโยชน์จากเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินสมทบ โดยเงินก้อนนี้ อาจต้องเสียภาษีในบางส่วนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอายุงานและอายุผู้รับเงิน
เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นหนึ่งในเงินออมที่มีมูลค่าสูง จากการสะสมต่อเนื่องมาหลายปี และมีผลโดยตรงต่อการวางแผนการเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว การเข้าใจเงื่อนไขของกองทุนตั้งแต่ก่อนตัดสินใจลาออก จะช่วยให้วางแผนการเงินได้รอบคอบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมเงินสำรองระหว่างหางานใหม่ การวางแผนภาษี หรือการต่อยอดเงินออมไปสู่เป้าหมายในอนาคต
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คือกองทุนออมเงินระยะยาวที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันสะสมเงิน เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในอนาคต โดยลูกจ้างจะถูกหักเงินจากเงินเดือนเข้ากองทุนตามอัตราที่เลือกไว้ และนายจ้างจะสมทบเงินให้เพิ่มเติมตามเงื่อนไขของบริษัท
ในช่วงที่ยังทำงานอยู่ เงินในกองทุนจะเติบโตจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่
เมื่อเกิดการ “ลาออก” สถานะการเป็นสมาชิกกองทุนจะสิ้นสุดลงทันที ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรต่อไป ประเด็นหลักที่ต้องคำนึงถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกมีดังนี้
เงินลงทุนไม่เติบโตเหมือนเดิม หากถอนเงินออกมา ก็จะไม่ได้รับผลตอบแทนระยะยาวตามนโยบายกองทุน
ต้องตัดสินใจเรื่องเงินก้อนใหญ่ในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะถอน โอนย้าย หรือฝากไว้กับกองทุนเดิม แต่ละทางเลือกส่งผลต่ออนาคตการเงินต่างกัน ดังนั้นต้องวางแผนคำนวณให้ดี
มีผลต่อภาษีเงินได้ หากถอนออกมาใช้ทันที อาจต้องนำเงินบางส่วนไปคำนวณภาษี ทำให้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้น
กระทบแผนเกษียณในระยะยาว การตัดสินใจผิดพลาดอาจทำให้เงินออมเพื่อเกษียณสะดุด หรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
การตัดสินใจเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกจึงมีความสำคัญมาก เพราะส่งผลทั้งต่อจำนวนเงินที่ได้รับจริง ภาระภาษี และเงินออมระยะยาว หากไม่ทำความเข้าใจในเงื่อนไขให้ดี อาจเผลอตัดสินใจถอนเงินออกมาใช้จนเสียโอกาสทางการเงินในอนาคตได้
จำนวนเงินที่ได้รับหลังลาออกอาจจะไม่เท่ากันในแต่ละคน เพราะเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยเงิน 4 ส่วนหลัก ได้แก่
เป็นส่วนที่ได้จากการลงทุนสะสมเงินในแต่ละเดือน ผลตอบแทนส่วนนี้ เป็นสิทธิของลูกจ้างเต็มจำนวน และจะเพิ่มหรือลดตามผลการลงทุนในแต่ละช่วงเวลา
เป็นผลตอบแทนจากเงินสมทบของนายจ้าง โดยการได้รับผลประโยชน์ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกองทุน เช่นเดียวกับเงินสมทบ หากกองทุนกำหนดว่าได้รับเงินสมทบเพียง 50% ผลประโยชน์จากเงินสมทบก็จะได้รับเพียง 50% ตามสัดส่วนเดียวกัน
เงินเดือน: 30,000 บาท
สะสมเข้ากองทุน: 5% = 1,500 บาท / เดือน
นายจ้างสมทบ: 5% = 1,500 บาท / เดือน
ระยะเวลาทำงาน: 3 ปี (36 เดือน)
เงื่อนไขกองทุน: ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบ 50% หากทำงานไม่ครบ 5 ปี
สมมติอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจากการลงทุน: 4% ต่อปี
เงินส่วนที่ 1: เงินสะสมของลูกจ้าง
1,500 × 36 = 54,000 บาท
เงินส่วนที่ 2: เงินสมทบจากนายจ้าง
1,500 × 36 × 50% = 27,000 บาท
**เงินส่วนที่ 3: ผลประโยชน์จากเงินสะสมของลูกจ้าง
**จากเงินสะสมรวม 54,000 บาท เมื่อมีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ย 4% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 3 ปี
≈ 3,500 บาท
*ผลประโยชน์ส่วนนี้ ลูกจ้างได้รับ เต็มจำนวน 100%
**เงินส่วนที่ 4: ผลประโยชน์จากเงินสมทบของนายจ้าง
**จากเงินสมทบรวม 54,000 บาท แต่มีสิทธิได้รับเพียง 50% ตามเงื่อนไขกองทุน คิดเป็นเงินลงทุน 27,000 บาท ผลตอบแทนจากการลงทุน (4% ต่อปี ตลอด 3 ปี)
≈ 1,700 บาท
สรุปเงินทั้งหมดที่ได้รับหลังลาออก:
รวมเงินที่ได้รับทั้งหมด ≈ 86,200 บาท
ดังนั้นจำนวนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออกจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราการสะสม เงินเดือน ระยะเวลาการทำงาน และข้อบังคับของกองทุนที่เข้าร่วมอยู่
หลังจากลาออกและส่งเอกสารครบถ้วนแล้ว การได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะใช้เวลาประมาณ 15-45 วันทำการ ระยะเวลาที่เงินเข้าช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ด้วยเหตุนี้ คนที่กำลังจะลาออกควรเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องระหว่างรอเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เรื่องการเสียภาษีถือเป็นอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังลาออก อาจต้องเสียภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังนี้
กรณีเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี
หากเข้าเงื่อนไขทั้งหมดนี้ เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับการ ยกเว้นภาษีทั้งหมด
กรณีไม่เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี
กรณีนี้ ผู้รับเงินกองทุนจะต้องเสียภาษีในส่วนของ เงินสมทบ ผลประโยชน์จากเงินสมทบ และผลประโยชน์จากเงินสะสม โดยจะนำไปคำนวณรวมเป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ในกรณีที่เป็นสมาชิกกองทุนมา เกิน 5 ปี แต่อายุยังไม่ครบ 55 ปี ผู้รับเงินสามารถเลือก ยื่นภาษีแยกเฉพาะเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระภาษีในบางกรณี
โดยวิธีการยื่นภาษีแยก คือ นำเงินที่ต้องเสียภาษีจากกองทุน (เงินสมทบ + ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง) มาเฉลี่ยตามจำนวนปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีแยกจากรายได้ประจำทั้งปี
ข้อควรระวัง
ทางเลือกช่วยลดภาระภาษี
*RMF for PVD หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งสามารถเลือกลงทุนตามนโยบายกองทุนที่เราสนใจได้
หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อลาออกแล้วจำเป็นต้องถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทันทีหรือไม่ คำตอบคือ มีหลายทางเลือก ให้พิจารณาดังนี้
1. รับเงินออกมาเป็นเงินสด
2. โอนย้ายไปกองทุนของบริษัทใหม่ หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่รองรับ (RMF for PVD)
3. ฝากไว้กับกองทุนเดิม (กรณีที่กองทุนอนุญาต) ซึ่งมีค่าธรรมเนียมไม่เกิน 500 บาทต่อปี
วัยทำงานตอนต้น (อายุประมาณ 20–35 ปี)
วัยทำงานตอนกลาง (อายุประมาณ 36–50 ปี)
วัยใกล้เกษียณ (อายุ 50 ปีขึ้นไป)
ก่อนตัดสินใจลาออกจากงาน ควรเตรียมตัวเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้เงินออมก้อนสำคัญสะดุด
1. ตรวจสอบสิทธิเงินสมทบและเงื่อนไขกองทุนให้ชัดเจน
2.วางแผนภาษีล่วงหน้า เลือกวิธีจัดการเงินกองทุนให้เหมาะกับสถานการณ์
3. เลือกทางเลือกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินระยะสั้นและระยะยาว
4. จัดการเงินก้อนที่ได้รับให้เป็นสัดส่วน
การใช้ตัวช่วยอย่าง MAKE by KBank ซึ่งมี Cloud Pocket ฟังก์ชันสำหรับแยกกระเป๋าเงิน ที่สามารถช่วยให้วางแผนและบริหารการเงินหลังลาออกได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยอาจแบ่งได้ดังนี้
MAKE by KBank ช่วยให้การบริหารเงินตั้งแต่เริ่มวางแผนจัดการเงินไปจนถึงการวางแผนเกษียณ เมื่อภาพการเงินชัดขึ้น การตัดสินใจเรื่องเงินก็มั่นใจขึ้น และชีวิตก็เดินต่อได้แบบไม่ต้องกังวลเกินจำเป็น