สแกนเพื่อดาวน์โหลด
MAKE logo
MAKE logo

ขายอาหารออนไลน์ เริ่มยังไง? ตั้งราคาแบบไหนถึงไม่ขาดทุน?

Food delivery.png การขายอาหารออนไลน์ คือ ธุรกิจที่เริ่มต้นง่าย ใช้เงินลงทุนไม่สูง และสร้างรายได้ให้กับเราได้ไม่น้อย แม้ไม่มีหน้าร้านก็สามารถเปิดร้านขายของกินออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่หรือโซเชียลมีเดียได้ จึงไม่แปลกเลยที่หลายคนหันมาขายอาหารออนไลน์ แบบไม่มีหน้าร้านกันมากขึ้น แต่จะเริ่มต้นอย่างไรให้ขายอาหารได้ราบรื่น คุมต้นทุนอยู่ และสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน บทความนี้เราจะพาทุกคนไปดูตั้งแต่แนวโน้มตลาด วิธีเตรียมตัว ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและตั้งราคาให้ไม่ขาดทุนกัน

ทำไมการขายอาหารออนไลน์ถึงเป็นที่นิยม?

การขายอาหารออนไลน์เติบโตจากหลายปัจจัย ทั้งเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้น และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตั้งแต่ช่วงโควิด‑19 เราจึงต้องปรับตัวและเคยชินกับการอยู่บ้านแต่ยังต้องหารายได้เลี้ยงชีพ ทำให้การขายเดลิเวอรี่แบบไม่มีหน้าร้าน กลายเป็นธุรกิจอาหารที่ได้รับความนิยมในยุคนี้

ขายอาหารออนไลน์เป็นที่นิยมเพราะอะไร

ในมุมของผู้ซื้อ ผลจากวิถีชีวิตใหม่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับความเร็วและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตเป็นหลัก การสั่งอาหารเดลิเวอรี่จึงกลายเป็นทางเลือกหลักในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ความต้องการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ธุรกิจขายเดลิเวอรี่ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด

ส่วนในมุมของผู้ขาย การขายอาหารออนไลน์เริ่มต้นได้ง่ายกว่าโมเดลร้านอาหารแบบเดิม เพราะไม่จำเป็นต้องเช่าหน้าร้าน จึงลดภาระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายประจำออกไปได้เยอะ ทำให้ใช้เงินลงทุนน้อย สามารถเปิดขายจากครัวที่บ้าน ทดลองตลาด ปรับเมนู และขยายยอดขายได้ตามกำลัง โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากเกินไปนั่นเอง

อยากขายอาหารออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้าน ทำได้ที่ไหนบ้าง?

การขายของกินออนไลน์แบบไม่มีหน้าร้าน สามารถทำได้ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ซึ่งแต่ละช่องทางมีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกัน ดังนี้

  • แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ มีฐานผู้ใช้งานที่พร้อมสั่งอาหาร ระบบค้นหาร้านตามพื้นที่ โปรโมชันในแอป และระบบจัดส่งที่ครบวงจร ช่วยให้ร้านใหม่มีโอกาสถูกมองเห็น ได้ออร์เดอร์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และเข้าถึงลูกค้าได้เร็วกว่า เช่น Food Delivery
  • โซเชียลมีเดีย สามารถตั้งราคาขาย สร้างตัวตนแบรนด์ได้เอง อีกทั้งยังมีเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ และพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรง จึงช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำได้ในระยะยาว เช่น LINE, Facebook, Instagram และ TikTok Shop

ตัวอย่างเช่น ร้านข้าวแกงเล็ก ๆ ที่เปิดขายผ่าน LINE ควบคู่กับ Food Delivery ก็สามารถมียอดสั่งวันละ 20–50 ออร์เดอร์โดยไม่ต้องมีหน้าร้านเลย

ดังนั้น หากใครอยากเปิดร้านขายอาหารออนไลน์ให้รุ่งยาว ๆ แนะนำให้เลือกช่องทางร้านออนไลน์ให้เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเองที่สุด เพื่อผลประกอบการที่ตอบโจทย์ได้สูงสุด

ขายอาหารออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง

การขายอาหารออนไลน์ ไม่มีหน้าร้านให้ราบรื่นตั้งแต่วันแรกนั้น เริ่มต้นจากการเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการลงมือทำจริง เพราะถ้าหากเตรียมความพร้อมไม่ดี ร้านขายเดลิเวอรี่ของตัวเองอาจเสี่ยงขาดทุนได้ เรามาดูกันดีกว่าว่า ต้องเตรียมความพร้อมในส่วนไหนกันบ้าง

1. เลือกเมนูหรือประเภทอาหารให้เหมาะกับการขายออนไลน์

ควรเลือกเมนูที่เก็บความสดได้นาน ไม่เสียคุณภาพระหว่างขนส่ง และทำซ้ำได้ง่าย เช่น ข้าวกล่อง กาแฟ เบเกอรี่ หรือของทานเล่น เพราะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอาหารเสียและควบคุมต้นทุนได้อย่างดี

2. เตรียมครัวหรือพื้นที่ประกอบอาหารให้ถูกสุขลักษณะ

พื้นที่ประกอบอาหารต้องสะอาด เป็นระเบียบ และแยกสัดส่วนชัดเจน เพื่อรักษามาตรฐานอาหารและสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพราะคุณภาพคือหัวใจของการขายของกินออนไลน์

3. เลือกภาชนะและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับเดลิเวอรี่

ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ควรรักษาอุณหภูมิอาหารได้ดี ไม่หก ไม่ซึม และดูน่ารับประทาน เช่น กล่องเก็บความร้อนหรือถุงกันน้ำมัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารในสภาพดีที่สุด

4. วางช่องทางรับออร์เดอร์ที่ใช้งานง่าย

ควรเลือกช่องทางขายอาหารออนไลน์ที่ลูกค้าใช้งานสะดวก เช่น LINE, Facebook หรือแอปเดลิเวอรี่ และสามารถจัดการออร์เดอร์ได้แบบไม่สับสน ลดความผิดพลาดในการรับคำสั่งซื้อได้ดี

5. เตรียมระบบชำระเงินให้ลูกค้าสะดวก

ควรมีช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย ให้ครอบคลุมกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ซื้อในยุคนี้ เช่น พร้อมเพย์ โอนเงิน หรือเก็บเงินปลายทาง เพื่อไม่ให้ลูกค้าติดขัดตอนตัดสินใจซื้อ และเลิกซื้อในที่สุด

ตัวอย่างเช่น ร้านเบเกอรี่โฮมเมดที่รับออร์เดอร์ผ่าน LINE แล้วเรียก Food Delivery มารับสินค้า ก็สามารถเริ่มขายได้โดยไม่ต้องเช่าร้านเลย

ขายของกินออนไลน์อย่างไรให้มีกำไร ไม่ขาดทุน

Food delivery_01.png การขายของกินออนไลน์ให้มีกำไรไม่ใช่แค่เปิดร้านแล้วรอออร์เดอร์เข้า แต่ต้องรู้ด้วยว่า จะตั้งราคายังไง ขายแบบไหน และคุมต้นทุนตรงไหนให้รอดตั้งแต่แรก เพราะต่อให้เตรียมร้านมาดี หากคำนวณพลาดก็เสี่ยงขาดทุนได้ง่าย หัวข้อนี้จะพาไปไล่ตั้งแต่การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงกลยุทธ์ขายให้ได้กำไรจริงกัน

1. คำนวณต้นทุนต่อออร์เดอร์ให้ครบทุกบาท

ต้นทุนที่แท้จริงควรรวมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นต่อ 1 ออร์เดอร์ ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ แต่ต้องรวมบรรจุภัณฑ์ ค่าส่ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มด้วย เพื่อให้เห็นต้นทุนจริงก่อนตั้งราคา

**สูตรคำนวณต้นทุนต่อออร์เดอร์
**ต้นทุนรวมต่อออร์เดอร์ = วัตถุดิบ + บรรจุภัณฑ์ + ค่าส่ง + ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ตัวอย่างการคำนวณ

  • วัตถุดิบต่อเมนู = 35 บาท
  • กล่อง + ถุงบรรจุภัณฑ์ = 5 บาท
  • ค่าส่ง (เฉลี่ยต่อออร์เดอร์) = 8 บาท
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม = 2 บาท

ต้นทุนรวมต่อออร์เดอร์ = 35 + 5 + 8 + 2 = 50 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่จะนำไปคิดเป็นราคาขายที่เหมาะ

2. ตั้งราคาขายให้สมดุลระหว่างกำไรและราคาที่ลูกค้ารับได้

ราคาขายที่ดีควรสะท้อนต้นทุนจริงแล้วบวกกำไรที่เหมาะสมเข้าไป แต่ยังอยู่ในระดับที่ลูกค้ารับได้ ไม่ตั้งต่ำเกินไปจนไม่เหลือกำไร และไม่สูงไปเกินจนขายยาก

หนึ่งในวิธีตั้งราคาที่เข้าใจง่ายและนิยมใช้กันคือ Cost Plus Pricing หรือการตั้งราคาจาก “ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ”

**ตัวอย่างการคำนวณ
**สมมติว่าร้านมีต้นทุนต่อ 1 ออเดอร์ที่ 50 บาท หากต้องการกำไร 30% ของต้นทุน สามารถคำนวณราคาขายขั้นต่ำได้โดยนำต้นทุนคูณด้วย 1.3 (ซึ่งมาจาก 1 + 0.3 หรือกำไร 30%)
ดังนั้น ราคาขายขั้นต่ำจะเท่ากับ 50 × 1.3 = 65 บาท

โดยราคานี้คือราคาขั้นต่ำที่ครอบคลุมต้นทุนและยังมีกำไรสำหรับการบริหารร้าน จากนั้นควรนำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดและพฤติกรรมลูกค้าเพื่อปรับให้ขายได้จริง

3. บริหารวัตถุดิบเพื่อลดของเสียและต้นทุน

การวางแผนสต๊อกวัตถุดิบอย่างเหมาะสมช่วยลดของเหลือทิ้ง ซึ่งเท่ากับการลดต้นทุนโดยตรง เพราะของที่ทิ้งไปคือกำไรที่หายไปนั่นเอง

4. ใช้รูปภาพและวิดีโอเพิ่มความน่ากิน

รูปอาหารและวิดีโอที่มีสีสันน่ากินและดึงดูดความสนใจได้ตั้งแต่ 5 วินาทีแรก ช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่และโซเชียลมีเดีย

5. ทำคอนเทนต์สม่ำเสมอเพื่อสร้างยอดขายซ้ำ

การโพสต์เมนูประจำวัน รีวิวลูกค้า หรือเบื้องหลังร้าน ช่วยให้ร้านดูมีตัวตน และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้อีกด้วย

6. ใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์

การทำโปรส่งฟรีช่วงเวลาที่กำหนด ลดราคาบางเมนู หรือทำระบบสะสมแต้ม ช่วยกระตุ้นออร์เดอร์ของร้านขายอาหารออนไลน์ให้เพิ่มสูงขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟออนไลน์ที่ส่งฟรีในรัศมี 5 กิโลเมตร สามารถเพิ่มยอดออร์เดอร์ได้ถึง 3 เท่าใน 1 เดือน

เช็กก่อน ชัวร์ก่อนถ้าไม่อยากพลาดขายอาหารออนไลน์แล้วขาดทุน

Food delivery_02.png การขายอาหารออนไลน์แล้วขาดทุนมักเกิดจากการจัดการเงินที่ไม่เป็นระบบ จุดพลาดที่พบบ่อยคือไม่แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน ทำให้มองไม่เห็นกำไรจริง ไม่คำนวณต้นทุนแฝงอย่างค่าส่งหรือโปรโมชัน และไม่วางแผนเงินหมุนเวียนจนขาดสภาพคล่อง นอกจากนี้หลายร้านยังไม่มีระบบติดตามออร์เดอร์และลูกค้าประจำ ทำให้พลาดโอกาสเติบโต

จัดการระบบการเงินร้านขายอาหารออนไลน์ด้วย Cloud Pocket จาก MAKE by KBank

การจัดการเงินร้านให้เห็นกำไรชัดทำได้ง่ายขึ้นด้วย MAKE by KBank แอปจัดการการเงินที่โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ Cloud Pocket ช่วยแยกกระเป๋าเงินสำหรับต้นทุนและกำไรออกจากเงินส่วนตัว และฟีเจอร์ QR รับเงิน ที่ช่วยให้โอนเงินเข้า Cloud Pocket ได้โดยตรง ร้านค้าสามารถสร้าง QR พร้อมระบุจำนวนเงินได้ ให้ทุกยอดขายถูกโอนเข้ากระเป๋าของร้านได้ทันที

ร้านอาหารออนไลน์หลายร้านอาจมียอดขายสูงและดูเหมือนมีกำไร แต่ในความเป็นจริงกลับเหลือเงินไม่มาก เพราะรายรับจากร้าน รายจ่ายค่าโฆษณา ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ปะปนกันหมด การใช้ Cloud Pocket จะช่วยแยกเงินในแต่ละส่วนและทำให้วางแผนการเงินได้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมมีบันทึกรายรับ–รายจ่ายที่ช่วยสรุปภาพรวมทางการเงินของร้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อเห็นภาพการเงินชัดเจน การวางแผนต้นทุนและกำไรก็ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านขายเดลิเวอรี่ที่มีหน้าร้านหรือไม่มีหน้าร้าน ก็สามารถจัดการเงินได้เป็นระบบ ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้เลยที่ App Store และ Google Playstore

กลับไปหน้าแรก

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ