

ค่าไฟ เป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายประจำที่ทุกบ้านหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในชีวิตจริงก็มีหลายช่วงที่อาจเผลอลืมจ่าย หรือจ่ายไม่ทัน จนเริ่มกังวลว่า ค่าไฟค้างได้กี่เดือน จ่ายช้าสุดได้กี่วัน หรือถ้าปล่อยไว้นานจะโดนตัดไฟไหม?
คำตอบคือ ไม่ควรค้างเลยจะดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ การไฟฟ้าเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟมีระยะเวลาผ่อนผันในระดับหนึ่ง โดยทั่วไปการค้างค่าไฟสามารถทำได้ประมาณ 1 เดือน หรือ 1 รอบบิล (ประมาณ 21 วัน) หลังวันครบกำหนดชำระ ซึ่งในช่วงนี้ไฟฟ้าจะยังไม่ถูกตัดทันที แต่จะมีการแจ้งเตือนแทน
ปกติแล้ว หากคุณค้างค่าไฟเป็นเวลา 1 เดือนหรือ 1 รอบบิล การไฟฟ้าจะส่งใบแจ้งเตือนหรือใบเตือนมาให้ เพื่อให้รีบดำเนินการชำระเงิน แต่หากปล่อยให้ค้างเกิน 2 เดือน หรือมากกว่า 2 รอบบิล การไฟฟ้าจะมีสิทธิ์งดจ่ายไฟหรือตัดไฟได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้าเพิ่มเติม
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าค้างค่าไฟได้กี่เดือน ลองนึกถึงรอบบิลค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเป็นรายเดือน โดยแต่ละรอบบิลจะมีวันครบกำหนดชำระระบุไว้อย่างชัดเจน หากเลยวันนั้นไปแล้ว ระบบจะเริ่มนับว่าเป็นการ ค้างชำระ
ตัวอย่างที่ 1
หากคุณ ไม่ได้จ่ายค่าไฟเดือนมกราคม และยังไม่จ่ายเดือนกุมภาพันธ์ เท่ากับว่าคุณค้างค่าไฟครบ 2 รอบบิลแล้ว เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนมีนาคม การไฟฟ้าจะถือว่าคุณค้างชำระเกินระยะเวลาผ่อนผัน และมีสิทธิ์เข้ามางดจ่ายไฟหรือตัดไฟได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าเพิ่มเติม ซึ่งหลายคนมักจะเจอสถานการณ์นี้แบบไม่ทันตั้งตัว
ตัวอย่างที่ 2
หากคุณ ค้างค่าไฟเพียงเดือนเดียว เช่น ค้างเฉพาะเดือนมกราคม แต่ยังไม่ถึงขั้นค้าง 2 รอบบิล เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ คุณจะยังไม่ถูกตัดไฟทันที แต่จะได้รับ ใบแจ้งเตือนหรือใบเตือนสีส้มหรือสีชมพู ส่งมาที่บ้านหรือแนบมากับบิล เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามียอดค้างชำระ และควรรีบชำระภายในเวลาที่กำหนดก่อนจะถูกงดจ่ายไฟ
ข้อควรระวัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรระวังคือ ระยะเวลาและขั้นตอนอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่ เช่น ผู้ใช้ไฟในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่อยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) มักจะได้รับระยะเวลาผ่อนผันประมาณ 2 รอบบิลก่อนถูกตัดไฟ ขณะที่บางพื้นที่ในต่างจังหวัดซึ่งอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) อาจมีการดำเนินการเร็วกว่า ดังนั้น ควรยึดหลักว่าหากเริ่มมีการค้างค่าไฟตั้งแต่รอบแรก ควรรีบจัดการชำระให้เรียบร้อย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการถูกตัดไฟแบบไม่คาดคิด

หากไม่ชำระค่าไฟภายในเวลาที่กำหนด การไฟฟ้ามีสิทธิ์ตัดไฟได้โดยไม่ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานที่บ้าน หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ
เมื่อถูกตัดไฟแล้ว การขอใช้ไฟใหม่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมต่อไฟ ค่าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงค่าปรับตามยอดค้างชำระ ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยบาท หรือมากกว่านั้นตามกรณี
ถ้ถูกตัดไฟไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตกใจ และรีบดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด เพื่อให้กลับมาใช้ไฟได้ตามปกติ
ขั้นตอนแรกคือการติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อสอบถามยอดค้างชำระทั้งหมด รวมถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น หากค้างค่าไฟ 2 เดือนและถูกตัดไฟ คุณจะต้องชำระทั้งยอดค่าไฟที่ค้างอยู่ และค่าธรรมเนียมการต่อไฟใหม่
การขอใช้ไฟใหม่จะแบ่งตามระยะเวลาที่ถูกงดจ่ายไฟ เช่น
จะต้องชำระค่าต่อกลับ วางหลักประกันการใช้ไฟฟ้าใหม่หากไม่เคยวางหลักประกันมาก่อน
รวมถึงชำระค่าอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้าและค่าตรวจสอบอุปกรณ์ภายใน ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง
จำเป็นต้องดำเนินการเช่นเดียวกับกรณีภายใน 6 เดือน แต่จะมีเพิ่มเติมในส่วนของค่าตรวจอุปกรณืไฟฟ้าภายใน ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในหรือไม่ก็ตาม
ไม่สามารถขอต่อกลับได้ จำเป็นต้องยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้าใหม่อีกครั้ง
เมื่อชำระเงินครบถ้วนและผ่านการตรวจสอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดำเนินการต่อไฟให้ใช้งานได้อีกครั้ง
หากคุณเริ่มรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายตึงมือ และมีความเสี่ยงจะค้างค่าไฟ การวางแผนล่วงหน้าคือทางออกที่ดีที่สุด นอกจากการบริหารค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว บางคนอาจต้องมองภาพการเงินระยะยาวควบคู่กันไปด้วย
สมัครรับบิลค่าไฟทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดแอปของการไฟฟ้าไว้เช็กยอดค่าไฟและวันครบกำหนดได้ตลอดเวลา ช่วยลดความเสี่ยงในการลืมจ่ายและทำให้วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ง่ายขึ้น
แยกเงินค่าไฟออกจากค่าใช้จ่ายอื่น เช่น แยกบัญชีหรือกระเป๋าเงินเฉพาะสำหรับค่าไฟไว้ในทุก ๆ เดือน ไม่เผลอใช้ปะปนกับเงินใช้ในชีวิตประจำวัน โดยแอปจัดการการเงินอย่าง MAKE by KBank มีฟีเจอร์ Cloud Pocket กระเป๋าย่อยที่จะช่วยแบ่งงบและวางแผนได้ง่ายขึ้น
นอกจากแบ่งเงินไว้ก่อนได้แล้ว ผู้ใช้ยังสามารถชำระค่าไฟผ่าน MAKE by KBank ผ่านฟีเจอร์ “เดิมเงิน จ่ายบิล” ได้อย่างสะดวกอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของคำถามว่า ค้างค่าไฟได้กี่เดือน หรือ ค่าไฟจ่ายช้าสุดได้กี่วัน อาจไม่ได้สำคัญเท่ากับการจ่ายค่าไฟให้ตรงตามกำหนดเวลา การวางแผนการเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายประจำทุกส่วน ตั้งแต่ค่าไฟ ค่าน้ำ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น
จัดการการเงินอย่างเป็นระบบ ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้ที่ App Store และ Google Play