

ดอกเบี้ยผิดนัด คือ ดอกเบี้ยจากการค้างชำระหรือผิดนัดในการจ่าย โดยมักเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า หนี้ไม่เคยลด แถมยิ่งผ่อนยิ่งเพิ่ม ทั้งที่ยอดเงินต้นอาจไม่ได้สูงมากนัก
แต่การจัดการดอกเบี้ยที่ว่านี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินแก้ ในบืความนี้ MAKE by KBank จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมายของดอกเบี้ยผิดนัด วิธีคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย ไปจนถึงวิธีรับมือไม่ให้หนี้บานปลายด้วยการจัดการเงินอย่างเป็นระบบ
ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) คือดอกเบี้ยที่ถูกเรียกเก็บเพิ่ม เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามวันและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาได้
ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต หรือสินเชื่อบ้าน โดยดอกเบี้ยผิดนัดเป็นกลไกที่ถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมายเพื่อกระตุ้นให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลา และชดเชยความเสี่ยงให้กับเจ้าหนี้
ปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยผิดนัดมักจะระบุไว้ในสัญญากู้อยู่แล้ว และคิดตาม จำนวนวันที่ผิดนัดโดยมี เงินต้นจากงวดที่ค้างชำระ เป็นฐานการคำนวณ (อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
สูตรคำนวณดอกเบี้ยผิดนัด
ดอกเบี้ยผิดนัด = เงินต้นที่ค้างชำระ × อัตราดอกเบี้ยผิดนัด × (จำนวนวันที่ผิดนัด ÷ 365)
ตัวอย่าง: หากคุณต้องจ่ายค่างวด 30,000 บาท โดยเป็นเงินต้น 10,000 บาท และดอกเบี้ย 20,000 บาท ชำระล่าช้า 30 วัน และในสัญญาระบุว่า ดอกเบี้ยผิดนัดเป็น 8% ต่อปี
ดอกเบี้ยผิดนัด = 10,000 × 0.08 × (30 ÷ 365) = 65.75 บาท
แม้ดูเป็นเพียงดอกเบี้ยที่เพิ่มมาเล็กน้อย แต่ดอกเบี้ยผิดนัดก็สามารถทำให้ยอดหนี้โตสะสม โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้ค้างชำระต่อเนื่องหลายวันหรือหลายเดือน
ดอกเบี้ยผิดนัดจะเริ่มนับ ตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระตามสัญญา โดยจะคำนวณเป็นรายวันจากยอดค้างชำระ และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกว่าจะมีการจ่ายให้ครบถ้วน
เช่น หากกำหนดชำระวันที่ 15 แต่ไม่ชำระ จะถือว่าผิดนัด ตั้งแต่วันที่ 16 และเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดทันที
อัตราดอกเบี้ยผิดนัดจะแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อ และแม้แต่การกู้ยืมส่วนตัว ผู้ปล่อยกู้ก็สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เพดานกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบันอยู่ที่ ไม่เกิน 3% ต่อปีจากอัตราดอกเบี้ยปกติ (อ้างอิงจากสถาบันอนุญาโตตุลาการ)
อัตราดอกเบี้ยผิดนัด = อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปกติ + ไม่เกิน 3% ต่อปี
เช่น หากดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 5% ดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดต้องไม่เกิน 8% ต่อปี โดยตัวเลขเหล่านี้ต้องระบุไว้ในเอกสารสินเชื่อให้ชัดเจน
ต้องจ่าย เพราะดอกเบี้ยผิดนัดเป็นสิ่งที่เจ้าหนี้สามารถเรียกเก็บได้ตามกฎหมาย แม้ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา เช่น ถึงแม้สัญญาจะเขียนสั้น ๆ แค่ "กู้เงิน 10,000 บาท จ่ายคืนใน 1 เดือน" โดยไม่พูดเรื่องดอกเบี้ยเลย แต่ถ้าจ่ายช้าไป กฎหมายก็อนุญาตให้เจ้าหนี้เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224)
ในกรณีที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ยผิดนัดระบุในสัญญา
ดอกเบี้ยผิดนัดส่งผลโดยตรงให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นทุกวันตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระ แม้จะผิดนัดเพียง 1 วัน ระบบก็เริ่มคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดทันที และยิ่งปล่อยไว้นาน ยอดดอกเบี้ยก็จะยิ่งสะสมแบบทวีคูณ โดยผลกระทบที่มักเกิดขึ้นจากดอกเบี้ยผิดนัด ได้แก่
สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้โตเร็ว ไม่ใช่เพราะเงินต้นสูงเสมอไป แต่เป็นเพราะ ดอกเบี้ยผิดนัดถูกคิดรายวัน และสะสมต่อเนื่องทุกวันที่ยังไม่ชำระ
ดอกเบี้ยผิดนัด และ เบี้ยปรับหรือค่าปรับ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผิดนัดหรือผิดสัญญาเหมือนกัน แต่มีวิธีคิดและบทบาทที่ต่างกัน
ดอกเบี้ยผิดนัด (Default interest) คือดอกเบี้ยที่คิดจากเงินต้นที่ค้างชำระจริง เป็นกลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องเจ้าหนี้ โดยจะ คิดเป็นรายวัน ตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระ
ส่วน เบี้ยปรับ (Penalty) คือค่าปรับเพิ่มเติมที่ถูกกำหนดไว้ในสัญญาเมื่อเกิดการผิดนัดชำระ อาจจะคิดเป็นจำนวนเงินคงที่ หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยเบี้ยปรับใช้ได้กับสัญญาทุกประเภท (เช่น สร้างบ้านเสร็จช้า, ลาออกก่อนกำหนด)
สรุปความแตกต่าง
วิธีป้องกันดอกเบี้ยผิดนัดที่ได้ผลที่สุดคือการวางแผนเงินล่วงหน้า และแยกงบชำระหนี้ออกจากค่าใช้จ่ายประจำวันอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินพร้อมจ่ายทุกครั้งที่ถึงกำหนด รวมถึงมีแนวทางลดความเสี่ยงดอกเบี้ยผิดนัดที่ควรทำควบคู่กัน เช่น
อีกหนึ่งตัวช่วยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทำงานคือ ฟีเจอร์ Cloud Pocket จาก MAKE by KBank ที่ช่วย “กันเงินล่วงหน้า” สำหรับค่างวดโดยไม่ปะปนกับค่าใช้จ่ายอื่น
ฟีเจอร์ของ MAKE by KBank ช่วยลดโอกาสผิดนัดชำระหนี้
เมื่อเงินสำหรับผ่อนหนี้ถูกแยกไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเดือน ความเสี่ยงที่จะลืมหรือใช้เงินเกินงบก็ลดลงอย่างเห็นได้
ดอกเบี้ยผิดนัดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถทำให้หนี้พุ่งได้จริง หากขาดการวางแผน การเข้าใจว่าดอกเบี้ยผิดนัดคิดยังไง เริ่มนับตั้งแต่วันไหน และแตกต่างจากเบี้ยปรับอย่างไร จะช่วยให้คุณตัดสินใจจัดการหนี้ได้อย่างมีสติ หากอยากหลีกเลี่ยงการเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น การจัดการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น ด้วยตัวช่วยอย่าง MAKE by KBank ที่ช่วยให้คุณจ่ายหนี้ตรงเวลา ลดดอกเบี้ยผิดนัด และควบคุมการเงินได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน