สแกนเพื่อดาวน์โหลด
MAKE logo
MAKE logo

หนี้เสีย คืออะไร? รู้เท่าทันก่อนติดเครดิตบูโร

# คำถามการเงินยอดฮิต

Credit Bureau.png หนี้เสีย คือ หนี้ที่ไม่ถูกชำระตามเงื่อนไขเกิน 90 วัน ซึ่งส่งผลเสียต่อประวัติทางการเงิน และอาจตามมาด้วยผลกระทบทางกฎหมาย หนี้เสียมักเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างการลืมจ่ายค่าบัตรเครดิต การลากงวดหนี้ รวมถึงการผ่อนชำระหลายรายการ ถ้าหากบริหารจัดการหนี้สินไม่ทัน อาจทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนเสี่ยงเป็นหนี้เสียได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องรับมือกับความเสี่ยงนี้ให้ทันก่อนจะสายเกินไป

บทความนี้จะพามนุษย์เงินทุกคนมาทำความเข้าใจถึงหนี้เสีย พร้อมแนวทางจัดการภาระหนี้สินไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาได้ทัน แถมลดความเสี่ยงในการเป็นหนี้เสียได้มากขึ้นด้วย

หนี้เสีย คืออะไร? เข้าใจความหมายแบบง่ายที่สุด

หนี้เสีย (Non-Performing Loan : NPL) คือ หนี้ที่ลูกหนี้ผิดชำระมานานจนไม่สามารถชำระคืนตามเงื่อนไขที่ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินกำหนด เกิน 90 วันขึ้นไป โดยส่วนใหญ่เกิดจากดอกเบี้ยทบต้นสูงเกินไปจนชำระหนี้ต่อไม่ไหว

การเป็นหนี้เสียเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • การขาดรายได้ ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
  • การใช้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อเงินสดเกินตัว
  • การบริหารจัดการเงินมีปัญหา ไม่สามารถหมุนเงินเพื่อใช้จ่ายได้ทัน
  • เผชิญกับเหตุไม่คาดคิดที่ทำให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น อุบัติเหตุ เจ็บป่วย รวมถึงตกงาน
  • และสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลต่อสภาพคล่อง จนไม่สามารถชำระหนี้ได้อีกต่อไป

หนี้ปกติกับหนี้เสียต่างกันอย่างไร?

หลายคนสงสัยว่า ความแตกต่างระหว่างหนี้ปกติกับหนี้เสีย คืออะไร? มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพกันดีกว่า เพื่อให้รู้ว่า หนี้แบบไหนที่ต้องรับผิดชอบ หนี้แบบไหนที่ต้องระวัง และหนี้แบบไหนที่ต้องเลี่ยง

หนี้ปกติ

หนี้สินที่สร้างรายได้หรือก่อให้เกิดประโยชน์กับลูกหนี้ ทำให้สามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองเติบโตทางการเงินได้ในอนาคต เช่น หนี้เพื่อที่อยู่อาศัย หนี้สร้างธุรกิจและอาชีพ และหนี้เพื่อการศึกษา เป็นต้น ผู้กู้ยังมีความน่าเชื่อถือและมีโอกาสขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้

หนี้จัดชั้น

หนี้ที่ค้างชำระมาแล้ว 30 - 90 วัน ซึ่งเป็นหนี้ที่เริ่มมีความเสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินจะเริ่มติดตามและทวงถามอย่างจริงจังมากขึ้น หากไม่รีบจัดการ อาจพัฒนาไปสู่หนี้เสียได้

หนี้เสีย

หนี้ที่ค้างชำระเป็นระยะเวลา 90 วันขึ้นไป ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ แถมยังเป็นภาระทางการเงินที่เกินตัว อาจกระทบต่อเครดิตบูโรอย่างหนัก ทำให้การขอสินเชื่อหรือทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคตยากขึ้นมาก

หนทางจากหนี้กลายเป็น “หนี้เสีย” ได้อย่างไร?

เส้นทางสู่การเป็นหนี้เสีย คือ เริ่มจากการค้างชำระเล็กน้อยและสะสมต่อเนื่อง เมื่อค้างชำระประมาณ 30 - 60 วัน หนี้จะเริ่มถูกจัดว่าเสี่ยง มีค่าปรับและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น พร้อมการติดตามทวงถามจากเจ้าหนี้ ระยะนี้ยังสามารถแก้ไขได้หากรีบจัดการอย่างเหมาะสม

แต่หากปล่อยให้ค้างชำระต่อเนื่องเกิน 90 วัน หนี้จะถูกจัดเป็นหนี้เสียทันที และข้อมูลจะถูกส่งไปยังเครดิตบูโร ส่งผลให้คะแนนเครดิตลดลง กระทบต่อการขอสินเชื่อ รีไฟแนนซ์ และโอกาสทางการเงินในอนาคต

ควรรู้! หนี้เสียส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆของเราแบบไหนบ้าง

สิ่งที่จะต้องเจอเมื่อหนี้ปกติเปลี่ยนสถานะเป็นหนี้เสีย คือ “ผลกระทบ” ที่จะตามมาในหลายด้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มาดูกันดีกว่า ผลกระทบของการเป็นหนี้เสีย มีอะไรบ้าง

ผลกระทบด้านเครดิตบูโร

หนี้เสียกระทบต่อเครดิตบูโรของตัวเองแน่นอน เพราะสถาบันการเงินจะรายงานประวัติการชำระหนี้ไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ส่งผลให้คะแนนเครดิตลดลง การขอสินเชื่อใหม่หรือสมัครบัตรเครดิตทำได้ยากขึ้น และมีโอกาสถูกปฏิเสธสูง

ผลกระทบทางการเงิน

ยอดหนี้จะเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยและค่าปรับ อาจถูกจำกัดวงเงินหรือปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ทำให้ภาระทางการเงินหนักขึ้นและจัดการได้ยากกว่าเดิม

ผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

การถูกติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่องอาจสร้างความกดดันในการใช้ชีวิต อีกทั้งส่งผลต่อสภาพคล่องและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงทำให้แผนสำคัญ เช่น การซื้อบ้านหรือรถ ต้องชะลอออกไป

เริ่มแก้ไขหนี้เสีย พร้อมแนวทางจัดการเงินแบบง่ายๆ

หนี้เสีย คือ ปัญหาที่แม้จะกระทบหลายด้าน แต่สามารถแก้ไขได้ หากเข้าใจและลงมือจัดการอย่างถูกวิธี ควรเริ่มจากแนวทางต่อไปนี้

แนวทางแก้ไขหนี้เสีย เริ่มได้เลยวันนี้

1. จัดลำดับชำระหนี้ให้ถูกจุด

เริ่มจากการรวบรวมรายการหนี้ทั้งหมด แล้วจัดลำดับชำระโดยให้ความสำคัญกับหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน วิธีนี้ช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสมในระยะยาว และทำให้ยอดหนี้ไม่พอกพูนเร็วจนเกินควบคุม

2. เจรจากับเจ้าหนี้ เพิ่มความสามารถในการชำระหนี้

สำหรับหนี้ที่ใกล้เข้าสู่สถานะหนี้เสีย ควรรีบติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาแนวทางแก้ไข เช่น ขอปรับโครงสร้างหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ย หรือขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เพื่อให้ภาระหนี้สอดคล้องกับรายได้จริง และลดความเสี่ยงที่จะผิดนัดซ้ำ

3. เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เร่งปิดหนี้ให้เร็วขึ้น

ควบคู่กับการจัดการหนี้ ควรมองหาโอกาสเพิ่มรายได้เสริม และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อนำเงินส่วนต่างมาโปะหนี้โดยตรง วิธีนี้จะช่วยลดระยะเวลาการเป็นหนี้ และฟื้นฟูสถานะทางการเงินได้เร็วขึ้น

3 วิธีป้องกันหนี้เสีย รู้ตัวก่อนเกิดหนี้จนจ่ายไม่ไหว

Provident Fund_01.png

1. ประเมินความสามารถทางการเงินก่อนยื่นกู้

ก่อนกู้หรือผ่อนชำระ ควรประเมินรายได้ ภาระหนี้เดิม และค่าใช้จ่ายประจำให้รอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถผ่อนได้ต่อเนื่องโดยไม่กระทบสภาพคล่อง เพราะการกู้เกินกำลังตั้งแต่แรก เป็นจุดเริ่มต้นของหนี้เสียได้ง่าย

2. ใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดอย่างมีวินัย

ควรใช้บัตรเฉพาะเมื่อจำเป็น และอยู่ในวงเงินที่ชำระคืนได้จริง การใช้วงเงินเต็มหรือจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่อง อาจทำให้ดอกเบี้ยสะสมสูงและควบคุมหนี้ได้ยากในระยะยาว

3. วางแผนการชำระหนี้ระยะยาวตั้งแต่มีหนี้

เมื่อเริ่มมีหนี้ ควรมีแผนชำระที่ชัดเจน มองภาพรวมการผ่อนในแต่ละเดือนและระยะเวลาปลดหนี้ เพื่อช่วยลดโอกาสผิดนัดและป้องกันไม่ให้หนี้ลุกลาม Credit Bureau_02.png ทั้งนี้ เพื่อให้การวางแผนทางชำระหนี้ระยะยาวทำได้ง่ายขึ้น และเป็นระบบตั้งแต่ต้น สามารถใช้แอปพลิเคชัน MAKE by KBank เป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงิน ผ่านฟีเจอร์ Cloud Pockets ที่ช่วยแยกเงินออกเป็นสัดส่วนได้อย่างชัดเจน แบ่งเงินออกเป็นกระเป๋าย่อยได้ไม่จำกัด เช่น

  • งบชำระหนี้หลัก สำหรับผ่อนชำระหนี้ตามแผนในแต่ละเดือน
  • งบกันสำรองฉุกเฉิน เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด โดยไม่ต้องนำเงินผ่อนหนี้ไปใช้
  • เงินไว้จ่ายดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับหนี้ ช่วยป้องกันการขาดส่งจากค่าใช้จ่ายแทรกซ้อน

เมื่อมองเห็นภาพเงินเข้า - ออกอย่างชัดเจน จะช่วยให้วางแผนการใช้เงินได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และช่วยไม่ให้กลับไปเป็นหนี้เสียซ้ำอีกในอนาคตนั่นเอง

ดาวน์โหลด MAKE by KBank ได้เลย ทั้งบน App Store และ Google Play

กลับไปหน้าแรก

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ